ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 2.1-2.2 #นิยายวาย – หน้า 2 – Jamsai
Connect with us

Jamsai

everY

ทดลองอ่าน Surviving in a Broken World ดับเครื่องชนผจญวันแห่งหายนะ เล่ม 1 บทที่ 2.1-2.2 #นิยายวาย

2 of 2หน้าถัดไป

บทที่ 2.2

 

“อืม…”

พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่าผมกับคิมแจยองกำลังแนบชิดติดกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนา นี่มัน…ผ้าห่มที่ผมซ่อนไว้รวมกับพวกอาหารนี่ พอลองแอบมองใต้ผ้าห่ม ผมก็พบว่าตัวผมมีผ้าพันแผลพันไว้ ผ้าพันแผลมาได้ไงเนี่ย พอเงยหน้ากวาดสายตาไปรอบๆ ผมก็เห็นเหล่านักเรียนทั้งหลายกำลังเปิดแฟลชมือถือค้างไว้โดยคว่ำจอลงและนั่งล้อมวงกันเขมือบขนมปัง

“…อะไรกันวะเนี่ย”

“อ้าว รุ่นพี่ ตื่นแล้วเหรอครับ”

“ฉันถามว่านั่นอะไร”

“รุ่นพี่แจยองเอาทั้งกล่องปฐมพยาบาลแล้วก็อาหารจากห้องเก็บของฝั่งตรงข้ามมาให้น่ะครับ”

เดี๋ยวนะ หมอนั่นก็อดใจไม่ไหวแล้ววิ่งโร่ออกไปเอามาแล้วเหรอ ให้ตายเหอะ ผมก้มมองศีรษะคิมแจยองที่กำลังนอนคุดคู้อยู่ข้างผมในท่าทางที่ดูไม่สบายตัว ตรงหน้าเขามีขวดน้ำขนาดห้าร้อยมิลลิลิตรและถุงขนมปังวางอยู่ ไอ้หมาแสนรู้ หมอนี่รู้ได้ยังไงว่าผมซ่อนอาหารไว้ แถมยังหาเจออีกต่างหาก

“สองคนต่อหนึ่งชิ้นครับ”

เจ้าหมีสีน้ำตาลพูดพลางยัดขนมปังส่วนของตัวเองเข้าปากในคำเดียว ใจผมนึกอยากโบกศีรษะทุยๆ ของคิมแจยองสักที แต่เปลี่ยนมาถอนหายใจแล้วลดมือลง ผมกำลังกังวลอยู่เลยว่าจะแสร้งทำเป็นหาอาหารที่ซ่อนไว้ในห้องเก็บของฝั่งตรงข้ามเจอได้ด้วยวิธีไหนดี แต่ตอนนี้ไม่จำเป็นต้องคิดแล้ว…ขอบใจนะ ขอบใจโคตรๆ เลย ทั้งที่ตอนนี้เราอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องกินให้ประหยัดกว่าเดิม แต่เป็นเพราะนี่คือมื้อแรก เห็นทีคงต้องหยวนๆ กันไปก่อน

“…รุ่นพี่แจยองนี่เท่เหมือนกันนะครับ”

“…”

“เอ่อ…แต่แน่นอนว่ารุ่นพี่อึนซูเท่กว่าอยู่แล้วครับ”

…ผมเอาฝ่ามือยันหน้าของเจ้าหมีสีน้ำตาลที่มองผมกับคิมแจยองด้วยดวงตาเป็นประกายออกไปให้พ้นทาง

 

“จากนี้เราจะทำยังไงกันต่อดี…”

“นี่ก็ผ่านมาสองวันแล้วนะ…”

“…คงไม่ใช่ว่าพวกเขาหาพวกเราตรงนี้ไม่เจอหรอกใช่ไหม”

จากที่เคยมีความหวังริบหรี่ว่าวันถัดไปคงมีคนมาช่วย ผ่านมาได้สองวันเท่านั้นแหละ ความกังวลก็เริ่มก่อตัวขึ้น อีฮยอนอูประเมินจำนวนอาหารที่เหลืออยู่แล้วถอนหายใจ เสียงถอนหายใจนั้นพลอยส่งผลมาถึงผมด้วย อาหารลดลงเร็วกว่าที่คาดไว้ ไอ้พวกหมูไร้ประโยชน์ พอเห็นแต่ละคนสวาปามกันอย่างตะกละตะกลาม ผมก็หัวร้อนขึ้นมาด้วยความโมโห ส่วนคิมแจยองที่ผมคะยั้นคะยอให้กินดันแทบไม่กินอะไรเลย! รู้อยู่หรอกว่าเป็นคนกินน้อย แต่ในสถานการณ์แบบนี้ยังจะมาบอกว่าไม่มีอารมณ์กินแล้วยกให้คนอื่นกินเนี่ยนะ ไอ้พวกนี้มันมั่นใจสุดๆ ว่านี่คือของว่างของพวกทีมนักกีฬา ถ้าจะให้บอกว่ามันคือของผม หยุดสวาปามกันสักทีก็ทำไม่ได้ ผมจึงได้แต่หงุดหงิดคนเดียว

“เชี่ยเอ๊ย”

ผมอารมณ์เสียขึ้นมาดื้อๆ จึงโบกท้ายทอยของเจ้าหมีสีน้ำตาลป้าบเข้าให้ เจ้าหมีที่กำลังดื่มน้ำอยู่พลันสำลักแค่กๆ จนน้ำพุ่งออกจากปาก และมันคงจะกระเซ็นไปโดนอีฮยอนอูด้วย อีฮยอนอูเลยเตะหน้าแข้งเจ้าหมีไปหนึ่งครั้ง เจ้าหมีที่ถูกรุมจากทางโน้นทีทางนี้ทีจึงได้แต่ทำหน้าตาน่าสงสาร

“ทะ…ทำไมต้องฟาดผมด้วยล่ะครับ”

“พอดีอยู่ในที่แคบแล้วมันอารมณ์เสียน่ะ”

“ขอโทษครับ”

เจ้าหมีสีน้ำตาลผู้มีรูปร่างใหญ่โตที่สุดในหมู่นักเรียนตรงนี้ขดตัวเป็นไอโซพอด* อันที่จริงเจ้าหมีไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้ห้องคับแคบ เนื่องด้วยอาคารที่อยู่ใกล้โรงยิมเป็นตึกเรียนของนักเรียนชาย ดังนั้นในจำนวนยี่สิบสามคนที่นี่จึงมีนักเรียนหญิงอยู่เพียงห้าคน โดยรวมแล้วจึงมีแต่พวกตัวเบิ้มๆ ทั้งนั้นที่เบียดเสียดกันอยู่ในห้องนี้ มันเลยทำให้รู้สึกแคบจนแทบหายใจไม่ออก แต่โชคดีในโชคร้ายคือพอทุกคนตัวติดกันแล้วก็ทำให้ไม่ค่อยหนาวเท่าไหร่

“ผมว่าเราควรออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกสักหน่อยนะครับ”

ทุกสายตาจับจ้องมาที่อีฮยอนอู

“ละ…แล้วใครจะเป็นคนออกไปล่ะ”

นักเรียนชายปีสามคนหนึ่งอึกอักถาม จากนั้นก็เกิดความเงียบขึ้น คิมแจยองที่เคยออกไปมาแล้วรอบหนึ่งเองก็ปรายตามอง ไอ้คนพวกนี้มันคิดจะให้ใครออกไปกัน ผมคว้าข้อมือคิมแจยองไว้แล้วออกแรงบีบแน่น บอกไว้เลยว่าถ้ายังจะออกไปเย้ยฟ้าท้าดินอีก หมอนี่ได้ตายคามือผมแน่ พอเห็นผมถลึงตาใส่ คิมแจยองก็หัวเราะออกมาเบาๆ ให้ตายเหอะ หมอนี่โดนยิงจนสมองกลับหรือไง ทำไมไม่รู้สึกรู้สาอะไรกับใครเขาสักอย่างเลย

“ในเมื่อผมเป็นคนพูด ผมก็จะอาสาออกไปเองครับ”

“ผมก็จะไปด้วยครับ”

อีฮยอนอูกับเจ้าหมีสีน้ำตาลชูมือขึ้น ไอ้พวกนี้มันมีสองชีวิตหรือไงกัน ใจกล้ายิ่งกว่าผมที่ตื่นรู้แล้วซะอีก เนื่องจากสองคนนี้จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่ให้นานพอที่แผนผมจะไม่ล่ม ผมจึงได้แต่ถอนหายใจพลางยกมือขึ้น

“ให้คนที่บาดเจ็บออกไปตายซะยังจะดีกว่าให้คนที่ครบสามสิบสองตายนะว่าไหม”

ผมพูดออกไปยังไม่ทันขาดคำ คิมแจยองที่อยู่ข้างกันก็ยกมือขึ้นมาทันที ไอ้บ้านี่ ต่อให้พวกนั้นตายเกลี้ยงก็ไม่เป็นไร แต่นายต้องมีชีวิตอยู่นะโว้ย! ผมต่อยต้นแขนคิมแจยองก็แล้ว แต่เขากลับไม่ยอมถอยไป แถมยังผุดลุกขึ้นยืน

“สัตว์ประหลาดพวกนั้นไม่ได้ฉลาดอย่างที่คิด พวกมันตอบสนองไปตามประสาทสัมผัสทางการได้ยินและการมองเห็นเท่านั้น”

“ใช่ครับ”

“ถ้าแค่จะออกไปสอดส่องดูว่ามีตัวที่มีสติปัญญาดีอยู่หรือเปล่า ฉันว่าเอาคนไปให้น้อยที่สุดน่าจะดีกว่านะ”

เสียงทุ้มนุ่มนวลสะท้อนก้องอยู่ภายในห้อง น้ำเสียงเรียบนิ่งไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์รอบข้างแบบนี้มีพลังช่วยให้ผู้คนวางใจและปลอบโยนผู้คนให้ใจเย็นลงได้ หากจะมองในแง่ร้ายก็คงต้องบอกว่ามีพลังในการสะกดจิตผู้คนล่ะมั้ง ทุกคนล้วนตั้งอกตั้งใจฟังคิมแจยอง ทั้งที่รอบข้างมืดจนมองหน้ากันแทบไม่เห็น

…ว่าแต่ทำไมผมถึงได้รู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ กันนะ หรือว่าเป็นเพราะคิมแจยองไม่ได้พูดจาจริงจังแบบนี้มานานแล้ว

“เพราะงั้นเราสองคนจะออกไปเอง”

คิมแจยองคว้าแขนผมไว้ และผมก็ถูกเขาฉุดให้ลุกขึ้นยืนแบบงงๆ

“นายจะไปด้วยกันใช่ไหม อึนซู”

“ไอ้…บ้านี่”

นานๆ ทีหมอนี่ก็มีสติดีเหมือนกันแฮะ ผมมองเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเขาผ่านความมืด คิดว่ายิ้มสวยแล้วจะทำอะไรก็ได้หรือไง แต่ก็นะ ถ้าออกไปกับคิมแจยอง ผมก็ไม่จำเป็นต้องปิดบังพลังของตัวเอง นี่อาจเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุดแล้วก็ได้ ผมส่งสัญญาณบอกให้อีฮยอนอูกับเจ้าหมีสีน้ำตาลนั่งรออยู่กับที่ จากนั้นก็ยืดเส้นยืดสายเบาๆ โดยไม่ให้กระทบบาดแผล ทันทีที่ผมยืดเหยียดร่างกายที่เมื่อยขบจนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็เดินไปเปิดประตูที่ปิดไว้แน่น อากาศเย็นก็ลอยเข้ามาปะทะผิวทันที

“อย่าอยู่ห่างจากฉัน”

“…อื้ม”

เมื่อขยับตัวเข้าไปใกล้แล้วกระซิบบอก เขาก็หลุบตามองต่ำแล้วตอบกลับอย่างว่าง่าย เดี๋ยวนะ สถานการณ์แบบนี้ยังมีแก่ใจจะเขินอยู่อีกเหรอ…ผมตบไหล่คิมแจยองและเดินนำหน้าออกไปก่อน แค่กวาดตามองเผินๆ และกลับมาบอกทุกคนว่าโลกพังพินาศไปแล้วก็คงพอมั้ง

ถ้าจะเปิดประตูโรงยิมก็ต้องปลดล็อก ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงมากที่จะเกิดเสียงดัง ผมจึงเลือกเดินไปตรงหน้าต่างบานที่แตกเพื่อมองสำรวจด้านนอกแทน เมื่อไม่รู้สึกถึงความเคลื่อนไหวใดๆ ผมก็กระโดดผ่านหน้าต่างออกมาด้านนอกแล้วหันไปส่งสัญญาณให้ จากนั้นคิมแจยองก็กระโดดตามออกมา ผมหยั่งเท้าลงพื้นพร้อมกับประคองเขาไว้ในอ้อมแขนกันไว้ไม่ให้ล้ม

“ทางนี้”

ผมแนบตัวไปกับผนังโรงยิมก่อนค่อยๆ ก้าวเท้าไป ไฟฟ้าถูกตัดไปหมดแล้ว ในบรรดาอาคารสูงที่ผมมองเห็นไม่มีอาคารไหนที่มีไฟเปิดสว่างอยู่เลย ทว่ากลับมีหลายพื้นที่ที่มีเปลวเพลิงกำลังลุกโชติช่วง มันจึงกลายเป็นภาพที่น่าเศร้าสลด

ปัง!

ในจังหวะที่เดินรอบโรงยิมครบหนึ่งรอบและกำลังจะกลับเข้าไปข้างใน จู่ๆ ก็มีเสียงปืนดังมาจากบางแห่งที่ค่อนข้างใกล้

ปืน? ใครกันที่ยิงปืน ตำรวจหรือทหารกันนะ

ครั้นเมื่อขมวดคิ้วเพ่งมองเข้าไปในความมืด ผมก็รู้สึกได้ถึงความเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต บ้างเลื้อยเหมือนงู บ้างเดินสี่ขาเหมือนสัตว์ป่า บ้างเดินสองขาเหมือนมนุษย์ พวกมันล้วนเคลื่อนตัวหายไปทางทิศของเสียงปืน ผมแนบตัวชิดติดผนังจนลืมหายใจ เมื่อรอบข้างกลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ผมถึงได้ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

แค่นี้ก็น่าจะพอแล้ว ขืนอยู่ต่ออีกนิดอาจมีสิทธิ์เจอเรื่องอันตรายได้ ผมพยักพเยิดคางส่งสัญญาณชวนคิมแจยองกลับเข้าไปในโรงยิม แต่เขากลับชี้นิ้วไปทางด้านข้าง มันคือบันไดที่สามารถใช้ปีนขึ้นไปยังหลังคาโรงยิมได้

“ขึ้น…ไป…กัน…ไหม…”

คิมแจยองขยับรูปปากถามผมโดยไร้เสียง เราคงต้องขึ้นไปสังเกตการณ์จากข้างบนด้วย ผมพยักหน้าตอบและส่งคิมแจยองขึ้นไปก่อน หลังจากเห็นเขาขึ้นไปได้อย่างปลอดภัย ผมถึงค่อยปีนตามขึ้นไปบ้าง

“อยู่ข้างบนก็ใช่ว่าจะปลอดภัยนะ”

“อื้ม เห็นแล้วล่ะ ดูเหมือนจะมีพวกที่บินได้อยู่เหมือนกัน”

“เหลือจะเชื่อ นี่นายยังอุตส่าห์ไปเห็นตอนไหนอีกเนี่ย”

“สองสามวันก่อนน่ะ ตอนเดินมาโรงยิม”

ผมสามารถมองเห็นบริเวณรอบโรงเรียนได้เต็มตาจากบนหลังคา และมันก็เป็นอย่างที่คาดไว้…ทุกอย่างราบเป็นหน้ากลอง ไม่รู้จะมีสักกี่คนที่ยังรอดชีวิต คนที่รอดมาได้และซ่อนตัวเงียบๆ อยู่ในหลืบมุมแบบเราคงมีอยู่เยอะ แต่ก็คงอยู่ได้ไม่นานนักหรอก เพราะเดี๋ยวก็ต้องเจอปัญหาขาดแคลนอาหาร ว่าแต่ครอบครัวผมจะอพยพออกไปหลบภัยกันได้อย่างปลอดภัยดีหรือเปล่านะ…

“นายบอกว่านายอาศัยอยู่กับคุณลุงใช่ไหม ไม่เป็นห่วงคุณลุงเหรอ”

“ไม่รู้สิ”

“ดูท่าจะไม่สนิทกันสินะ”

คิมแจยองคลี่ยิ้มบางๆ พลางมองโลกที่ถูกปกคลุมด้วยสีแดง

“ดีจัง”

ดี?

วินาทีนั้นผมถึงกับขนลุกเกรียว

“ไอ้ที่ว่าดีนั่น…หมายถึงอะไร”

“ตอนนี้ไง…ที่เราได้อยู่กันแค่สองคน”

“…”

เมื่อเห็นหมอนี่ทำท่าทีเหมือนกำลังถ่ายหนังโรแมนติกอยู่คนเดียวท่ามกลางซากปรักหักพังของกรุงโซล ผมก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก แน่นอนว่าถ้ามองแค่หน้าตาของหมอนี่มันก็โรแมนติกอยู่หรอก…แต่ฉากหลังมันไม่ได้ไงโว้ย! เดี๋ยวก่อนนะ ไม่ใช่ว่าหมอนี่ชวนผมออกมาเพราะอยากอยู่ด้วยกันสองต่อสองหรอกนะ…คงไม่ใช่หรอกมั้ง พอผมกำลังคิดว่าหมอนี่ไม่น่าจะสิ้นคิดได้ขนาดนั้น ผมก็ดันไปเห็นแววตาหวานหยดย้อยที่แสดงออกว่าชอบผมของหมอนี่ ชักจะหนักใจแล้วแฮะ ในความฝันเขาไม่ได้เกาะติดผมขนาดนี้สักหน่อย…คงเพราะช่วงก่อนถึงวันแห่งหายนะผมเอาแต่แสร้งตีสนิทกับเขาเลยกลายเป็นให้ความหวังเขาไปแน่ๆ

“เมื่อกี้ที่โคตรแคบเลย ตรงนี้โล่งสบายดีนะ เอ่อ…เห็นดาวชัดดีด้วย”

ผมจงใจตอบบ่ายเบี่ยงแล้วทิ้งตัวลงนอนราบ ทว่าพอแหงนมองท้องฟ้ากลับมืดสนิทซะจนมองไม่เห็นดาวสักดวงด้วยซ้ำ…

“…ชักหนาวแฮะ เรากลับเข้าไปกันเถอะ”

 

ในระหว่างที่เดินกลับเข้ามายังโรงยิม ผมได้ยินเสียงสัตว์ประหลาดเคลื่อนไหวอยู่ใกล้มาก แต่เคราะห์ดีที่กลับเข้ามาด้านในได้อย่างปลอดภัยโดยไม่ต้องเผชิญหน้ากับมัน

พอเล่าสิ่งที่เห็นข้างนอกให้พวกเพื่อนนักเรียนฟัง บรรยากาศก็พลันมืดมนหนักกว่าเดิม อีฮยอนอูพูดอย่างใจเย็นว่าหากทั่วทั้งกรุงโซลเป็นแบบนี้…ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่อาจจะไม่มีหน่วยงานไหนเข้ามาช่วยเหลือเลย เสียงสะอื้นดังระงมไปทั่วห้อง ท่ามกลางความหดหู่นี้ จู่ๆ อีฮยอนอูก็ลุกขึ้นยืนคล้ายตัดสินใจบางอย่างได้

“เราคงฝืนอยู่ที่นี่กันได้ไม่นาน จำเป็นต้องย้ายที่ครับ”

นั่นแหละ ใช่เลย พูดได้ดีมาก! หมอนี่พูดสิ่งที่ผมต้องการออกมาได้อย่างครบถ้วนเลย น่ารักไม่ไหว ผมมองอีฮยอนอูอย่างปลื้มปริ่ม ส่วนคนอื่นๆ นั้นกลับตรงกันข้าม พอได้ยินว่าต้องออกไปจากที่นี่ก็เกิดกลัวขึ้นมาและเริ่มแย้งคำพูดของเขากันยกใหญ่

“อะ…ออกไปข้างนอกเนี่ยนะ มันจะไม่อันตรายเกินไปเหรอ”

“นั่นสิ อาหารที่มีตอนนี้ ถ้ากินกันแบบประหยัดๆ ก็น่าจะอยู่ได้อีกสักสองสามวันนะ เราลองอยู่รอทีมกู้ภัยกันอีกสักหน่อยดีกว่า…”

“ถ้าออกไปมีหวังเราตายกันหมดแน่”

“ฉันไม่อยากออกไปนะ!”

ในเมื่อเอาชนะเสียงต่อต้านที่รุนแรงไม่ได้ อีฮยอนอูจึงต้องพยักหน้าอย่างจำยอมและตกลงกันด้วยข้อสรุปที่ว่าจะรอทีมกู้ภัยต่ออีกสองวัน จากนั้นค่อยย้ายที่

“แล้วเราจะย้ายไปที่ไหนกันดีล่ะ”

“ออกไปนอกโรงเรียนเป็นไง ถัดไปสองช่วงตึกมีซูเปอร์มาร์เก็ตอยู่…”

“แต่มันไกลเกินไปนะครับ”

“ถ้างั้นโรงอาหารโรงเรียนล่ะ”

“นั่นมันอยู่คนละฟากกับโรงยิมเลยนี่…”

“แต่มันก็น่าจะเข้าท่าอยู่นะ โรงอาหารบุคลากรมีทางเชื่อมกับโรงครัว แถมที่นั่นยังไม่มีหน้าต่าง ถ้าซ่อนอยู่ตรงนั้นเราน่าจะปลอดภัยกันนะครับ”

กะแล้วว่าความเห็นต้องเบนมาทางโรงอาหาร มันเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดแล้วเพราะมีทั้งอาหารและสถานที่ให้หลบซ่อนได้อย่างเงียบเชียบ แต่ผมคงให้คนพวกนี้ไปที่โรงอาหารไม่ได้เลยจำเป็นต้องพาไปที่ห้องชมรมเท่านั้น แล้วผมก็ไม่คิดจะพาคนพวกนี้ไปด้วยหมดทุกคนหรอกนะ

นี่ผมต้องกำจัดทิ้งสักกี่คนดีนะ…

ในขณะที่กำลังกวาดสายตาเย็นชาพลางคาดคะเนดูว่าจะกำจัดใครทิ้งดี จู่ๆ ก็นึกขึ้นได้ว่าในความฝันผมรอดชีวิตมาได้ด้วยการสังเวยชีวิตคนอื่น ในตอนที่กำลังฝันอยู่นั้นผมไม่เข้าใจเลยว่าทำไมตัวเองถึงใช้ประโยชน์จากคนอื่นแล้วเขี่ยทิ้งได้ง่ายดายขนาดนั้น มนุษย์เราจะสามารถลงมือกับมนุษย์ด้วยกันเองได้ยังไง ผมจะต้องไม่สูญเสียความเป็นมนุษย์ไปแบบนั้น แต่พอเจอเข้ากับตัวในโลกแห่งความเป็นจริง ผมกลับเริ่มคำนวณปริมาณอาหารที่มีอย่างจำกัดโดยเทียบกับจำนวนคนที่เพิ่มขึ้น แถมยังคิดจะคัดคนทิ้งก่อนเป็นอันดับแรกเลย ทว่าในเมื่อผมยังอยากมีชีวิตอยู่ ผมก็จำต้องทำแบบนี้

เพราะฉะนั้นตัวอันตรายคือชายูฮยอกต่างหาก

เหตุผลที่แม้ชายูฮยอกจะช่วยชีวิตคิมแจยองไว้แต่ก็ยังไม่วางใจนั้น ไม่ใช่เพียงเพราะคิมแจยองเป็นลูกน้องของผม ทว่าเป็นเพราะต่อให้พวกกลุ่มคนดีจะเข้าข้างคิมแจยองและขอให้ช่วยเอาไว้ แต่ชายูฮยอกนั้นมองเห็นเนื้อแท้ของคิมแจยองได้ด้วยตาตัวเอง เขามองเห็นแนวโน้มทางนิสัยที่บ่งบอกว่าคิมแจยองเป็นฝ่าย ‘อธรรม’

ชายูฮยอกมีสกิลที่สามารถมองเห็นได้ว่าใครอยู่ฝ่ายใด ฝ่ายที่ว่านี้คือธรรมชาติหรือเนื้อแท้ของมนุษย์ที่จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้ โดยแบ่งประเภทได้เป็น ‘ฝ่ายธรรมะ’ ‘ฝ่ายอธรรม’ และ ‘ฝ่ายเป็นกลาง’

ฝ่ายธรรมะคือฝ่ายที่ไม่สังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตน

ฝ่ายเป็นกลางคือฝ่ายที่เลือกทำดีหรือทำชั่วก็ได้ โดยจะแปรผันไปตามอิทธิพลของสภาพแวดล้อมเป็นหลัก มนุษย์ส่วนมากอยู่ฝ่ายนี้

ฝ่ายอธรรมคือฝ่ายที่สามารถสังหารผู้บริสุทธิ์เพื่อผลประโยชน์ส่วนตนได้

เพียงเพราะเป็นฝ่ายธรรมะไม่ได้หมายความว่าจะจิตใจดีเสมอไป และเพียงเพราะเป็นฝ่ายอธรรมก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องชั่วร้ายเท่านั้น ชายูฮยอกรู้เรื่องนี้ดี แต่เขากลับตัดสินว่าพวกฝ่ายอธรรมไม่เป็นประโยชน์ต่อการรอดชีวิตของคนหมู่มาก เขาจึงขับไล่ไสส่ง ทั้งที่ปากเรียกว่าขับไล่ ทว่าสิ่งที่เขาทำคือการส่งฝ่ายอธรรมที่ไม่ได้ทำชั่วอะไรด้วยซ้ำออกจากกลุ่มไปเพียงลำพัง ในโลกที่มีสภาพแบบนี้ การถูกส่งออกไปอยู่คนเดียวมีค่าไม่ต่างอะไรกับการถูกผลักไปสู่ความตาย ขนาดไม่ทันได้ทำอะไรเลยยังโดนขนาดนั้น แล้วไอ้คนทำชั่วอย่างตัวผมในความฝันจะไปเหลืออะไรกันล่ะ ชั่วขณะที่นึกถึงภาพการตายอย่างสยดสยองของตัวเอง ผมก็พลันขนลุกซู่

ถ้าผมและคิมแจยองที่เป็นฝ่ายอธรรมอยากมีชีวิตรอดจากเงื้อมมือของไอ้ไซโคพาธ* ยอดผู้ผดุงความยุติธรรมนั่น…ก็มีแต่จะต้องใช้ชีวิตแบบคนดีเท่านั้นแหละ เฮงซวยชะมัด

“…โรงอาหาร? คิดว่าคนเยอะขนาดนี้จะไปถึงที่โน่นได้อย่างปลอดภัยครบสามสิบสองไหมล่ะ อยากตายก็ลองไปดู”

พวกที่โหวกเหวกกันอยู่พลันเงียบเสียงลงทันทีที่ได้ยินผมประชด ไม่มีใครในนี้ไม่รู้จักผม นักเลงที่ชื่อกระฉ่อนที่สุดในโรงเรียน แค่เห็นพวกเขาพูดคุยกันเองอย่างสนิทสนม แต่กลับไม่มีใครเข้ามาพูดกับผมสักคำก็รู้แล้ว ตรงกันข้ามแต่ละคนดูจะอยากตีสนิทกับคิมแจยองอย่างเห็นได้ชัด ไหนจะเรื่องที่กล้าออกไปข้างนอกถึงสองครั้ง ไหนจะเรื่องที่แบ่งอาหารตัวเองที่มีอยู่น้อยนิดให้คนอื่นกินอีก เรียกได้ว่าหมอนี่สร้างความประทับใจให้ทุกคนไปแล้ว ท่ามกลางสถานการณ์น่าเป็นห่วงสุดขีดนี้ มันเป็นเรื่องธรรมดาที่ผู้คนจะรู้สึกอยากพึ่งพาคิมแจยองที่ทั้งสงบนิ่งและเยือกเย็น ทว่าข้างๆ เขาดันมีผมเกาะหนึบอยู่ทั้งคน ความพยายามของพวกเขาเลยจบลงที่ความล้มเหลว

“ห้องชมรมที่อยู่ชั้นสองของอาคารห้องสมุดน่าจะว่างนะ เพราะเป็นช่วงที่มีคาบเรียนพอดี อีกอย่างไฟคงปิดหมดด้วย”

“แต่…ถ้าไม่ใช่โรงอาหารก็ไม่มีที่ไหนมีอาหารแล้วนะ”

“ห้องชมรมที่เก็บอาหารกับของใช้ไว้ พวกนายคิดว่ามีแค่ที่สองที่หรือไง ถ้าลองค้นดูต้องเจอพวกขนงขนมบ้างแหละ ฉันไม่ได้บอกให้เราอยู่ที่นั่นนานสักหน่อย อยู่แค่วันเดียวก็พอแล้วค่อยย้ายไปโรงอาหารกัน ฉันว่ามันปลอดภัยกว่าการตรงไปที่โรงอาหารนะ คิดว่าไงกันล่ะ”

ปฏิกิริยาของทุกคนเป็นไปในเชิงบวก ดูท่าคงมองว่ามันเป็นข้อเสนอที่ดูสมเหตุสมผลมากกว่าที่คิดล่ะมั้ง อีฮยอนอูเองก็พยักหน้า ผมอุตส่าห์คิดแผนนี้มาตั้งแต่เมื่อวานซืน แน่นอนอยู่แล้วว่าผลลัพธ์ต้องออกมาแบบนี้ ผมซุกตัวลึกเข้าไปใต้ผ้าห่มพลางยิ้มอย่างคนที่ได้รับชัยชนะ

ในระหว่างทางใครจะอยู่ใครจะตายไม่ใช่เรื่องที่ผมต้องรับรู้ และนั่นก็ไม่ใช่ความผิดของผมด้วย ยกเว้นแต่ว่าถ้าพวกนั้นเข้าไปในห้องชมรมได้อย่างปลอดภัยเมื่อไหร่ ถึงตอนนั้นค่อยแบ่งอาหารให้แล้วกัน ช่วยขนาดนี้ก็ถือว่าผมจิตใจดีสุดๆ แล้วไม่ใช่หรือไง

 

ผ่านไปอีกสองวันทีมกู้ภัยไม่มาตามคาด เราพากันค้นห้องเก็บของและหยิบฉวยสิ่งที่พอจะใช้เป็นอาวุธได้ติดมือมา ในขณะที่กำลังคิดจะย้ายไปยังห้องชมรมตามแผน แต่กลับมีอยู่สามคนที่เอาแต่ปฏิเสธท่าเดียวและไม่ยอมออกไปข้างนอก โดยโวยวายบอกว่าถ้าออกไปก็เท่ากับฆ่าตัวตาย แม้ว่าอีฮยอนอูจะพยายามพูดเกลี้ยกล่อมอยู่นานก็ยังไม่เป็นผล เราจึงแบ่งอาหารครึ่งหนึ่งที่เหลืออยู่ไม่เยอะเท่าไหร่และเก็บส่วนที่เหลือเข้ากระเป๋า ผมเอาผ้าพันแผลมารัดกระบองสามท่อนติดไว้กับมือ ก่อนจะแยกชิ้นส่วนไม้ถูพื้นแล้วส่งให้คิมแจยอง

สมาชิกยี่สิบคนปีนออกมาทางหน้าต่างโรงยิม และเพื่อไม่ให้เกิดเสียงดังตอนกำลังออกมาข้างนอก คนที่อยู่ข้างในจะคอยดันตัวส่ง ส่วนคนที่อยู่ข้างนอกแล้วจะรอรับคนที่ปีนออกมา ผมส่งทุกคนออกไปจนหมดก่อนแล้วจึงค่อยปีนออกมาเป็นคนสุดท้าย

เหล่านักเรียนที่มองไปรอบๆ ต่างหลุดเสียงอุทานออกมาแผ่วเบา ดูเหมือนพวกเขาไม่อยากจะเชื่อว่าที่ที่มีแต่ความน่าพรั่นพรึงใต้แสงจันทร์สีแดงนี้คือกรุงโซล เมืองหลวงแห่งเกาหลีใต้ เนื่องจากการให้คนยี่สิบคนเคลื่อนที่พร้อมกันอาจเป็นการเรียกภัยเข้าหาตัว เราจึงแบ่งกันออกเป็นสองทีมและเดินห่างกันไว้ ทีมเอมีอีฮยอนอูกับเจ้าหมีสีน้ำตาล ทีมบีมีผมกับคิมแจยอง โดยทีมบีจะตามหลังทีมเอไปในระยะที่พอมองเห็นได้รางๆ อีฮยอนอูใช้วิธีหยิบก้อนหินขว้างไปข้างหน้าก่อน จากนั้นหากไม่พบสิ่งผิดปกติถึงค่อยเคลื่อนที่ไปทีละนิด ไม่รู้ว่าเป็นเพราะใช้วิธีแบบนี้หรือเปล่า ตลอดทางที่เดินตามกันมาถึงได้ไม่เจอภัยอันตรายใดๆ

“ครืดดด…”

เสียงลมหายใจของสัตว์ประหลาดดังอยู่ใกล้ๆ ประสาทสัมผัสที่เฉียบคมของผมร้องเตือนว่าเสียงนั้นมาจากทางด้านหลัง ผมรีบพยักพเยิดคางส่งสัญญาณให้คนข้างหลังตามทีมเอไป ก่อนจะผ่อนฝีเท้าลงช้าๆ เพื่อถอยร่นไปที่หางแถวของทีมบี

“ครืดดด…”

เดี๋ยวนะ นี่มีแค่ผมคนเดียวที่ได้ยินสินะ ทุกคนมองผมที่เดินย้อนไปยังทิศทางตรงข้ามด้วยสายตางุนงง

“โฮกกก!”

“อะ…อ๊ากกก!”

ผมไม่ได้ฟังผิด สัตว์ประหลาดปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหลังสุด นักเรียนชายคนหนึ่งถูกสัตว์ประหลาดจับตัวได้และหายเข้าไปในความมืดพร้อมเสียงกรีดร้อง ผมรีบคว้าแขนคิมแจยองทันที นักเรียนที่เหลือหน้าซีดเผือด ปิดปากสนิท และเร่งฝีเท้าฉับไว ตอนก่อนที่จะออกมาจากโรงยิมผมฝากฝังทุกคนไว้ว่าหากมีใครถูกจู่โจมห้ามกรีดร้องเด็ดขาด คงเพราะทุกคนเห็นแล้วว่าชีวิตตัวเองแขวนอยู่บนเส้นด้ายจึงพร้อมใจกันทำตามอย่างน้อยก็เรื่องนี้

ทางฝั่งทีมเอก็มีเสียงกรีดร้องดังแว่วมาเช่นกัน แม่งเอ๊ย ผมกับคิมแจยองย้ายไปเดินปิดท้ายทีมบี และได้แต่ภาวนาขอให้ไม่ใช่เสียงของอีฮยอนอูหรือเจ้าหมีสีน้ำตาล ทั่วร่างผมเปียกปอนไปด้วยเหงื่อเย็นยะเยียบ หากถูกฝูงสัตว์ประหลาดรุมล้อมตรงนี้ เห็นทีผมคงต้องพาแค่คิมแจยองหนีไปคนเดียวแล้ว

“กรี๊ด!”

จู่ๆ นักเรียนหญิงคนหนึ่งที่เดินอยู่ด้านหน้ารู้สึกเหมือนมีบางอย่างมาโดนขาตัวเองจึงหลุดร้องออกมาสั้นๆ มันคือใบไม้แห้งของต้นไม้ที่ล้มจนรากโผล่และนอนนิ่งอยู่กับพื้น คิมแจยองและผมรีบถอยหลังเพื่อออกห่างจากเธอ ชั่วขณะนั้นสัตว์ประหลาดตัวเล็กหนังเหี่ยวย่นสามตัวก็กระโจนพุ่งเข้าใส่นักเรียนหญิงอย่างพร้อมเพรียง

“กี้กี้!”

“กี้กี้กี้”

“กี้กี้กี้กี้!”

“ชะ…ช่วยด้วย…! กรี๊ดดด!”

นักเรียนหญิงถูกกัดกระชากบริเวณลำคอ เธอส่งเสียงร้องติดขัดออกมาก่อนแน่นิ่งไป สัตว์ประหลาดทั้งสามที่ทำเสียงร้องประหลาดขณะแทะร่างของเธอหันขวับมามองผมกับคิมแจยอง พวกมันใช้เวลาแค่พริบตาเดียวก็กระโจนเข้ามาถึงตัว ผมกัดฟันแน่นแล้วใช้กระบองสามท่อนฟาดหัวมันกระเด็นไปตัวหนึ่ง เนื่องจากต้องกำจัดสัตว์ประหลาดพวกนี้โดยเร็วแล้วรีบไปรวมตัวกับหัวแถวที่อยู่ไกลออกไป คราวนี้ผมจึงเปลี่ยนมาจับกระบองสามท่อนด้วยสองมือและจัดการอีกสองตัวที่เหลือจนสิ้นซากในคราวเดียว สัตว์ประหลาดสามตัวที่ล้มลุกคลุกคลานอยู่กับพื้นเริ่มดิ้นรนและลุกขึ้นใหม่

“วิ่งไปซะ!”

ผมดันหลังคิมแจยองแล้วหันไปฟาดสัตว์ประหลาดสามตัวที่ไล่ตามมาด้านหลังอย่างต่อเนื่อง

ปั้ก! ป้าบ! ปั้ก!

โว้ย ไอ้ตายยากเอ๊ย!

ผมนึกว่าพวกมันจะเป็นพวกลูกจ๊อกเพราะเห็นว่าตัวเล็กแค่เอวและฟาดครั้งเดียวร่วง แต่มันดันเหมือนซอมบี้ที่ลุกพรวดแล้ววิ่งไล่ตามมาได้ ถ้าเข้าไปรวมกับพวกหัวแถวทั้งอย่างนี้มีหวังเกิดปัญหาแน่ ผมจะทำยังไงดีนะ ถ้าไม่ใช่กระบองสามท่อน แต่เป็นอาวุธประเภทมีคมคงจัดการได้ไปแล้ว…! สุดท้ายคิมแจยองกับผมก็เข้าไปรวมกับปลายแถวทีมบี โดยยังหาวิธีรับมือที่เหมาะสมไม่ได้

“กี้กี้กี้!”

พวกทีมบีที่หันมามองเพราะได้ยินเสียงร้องประหลาดพากันหน้าซีด เริ่มวิ่งไปด้านหน้าอย่างแตกตื่น

ในจังหวะนั้นเองคิมแจยองก็คว้าต้นคอของนักเรียนชายตัวเตี้ยตรงหน้าไว้

“…?!”

จากนั้นคิมแจยองก็กระชากตัวนักเรียนชายไปข้างหลังโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย อีกฝ่ายไม่มีโอกาสแม้แต่จะกรีดร้อง ทำได้แค่เบิกตากว้างพร้อมกับล้มหงายไปกับพื้น

“กี้กี้กี้!”

สัตว์ประหลาดสามตัวที่ไล่ตามมาด้านหลังกระโดดขึ้นสูงและพุ่งเข้าใส่นักเรียนชายที่ล้มอยู่บนพื้น

โห…หมอนี่มันบ้าชัดๆ

 

ต้องขอบคุณคิมแจยองที่ทำให้เรารอดจากสัตว์ประหลาดมาได้อย่างปลอดภัย ทั้งที่ส่งคนเข้าประตูความตายไปแล้วหนึ่งคน แต่ใบหน้าเขากลับไม่มีความรู้สึกผิดปรากฏอยู่เลย เขาทำเพียงแค่ขมวดคิ้วและหอบหายใจเหมือนกำลังเหนื่อยจากการวิ่ง ผมจึงช่วยดันหลังคิมแจยองเพื่อช่วยให้เขาวิ่งได้สบายขึ้น

พวกนักเรียนที่รอดชีวิตยืนรวมกลุ่มกันอยู่บริเวณอาคารห้องสมุด เราเข้าไปสมทบและพักหายใจหายคอกันชั่วครู่ คนที่มาจนถึงที่นี่ได้เหลืออยู่สิบสี่คน ความจริงที่ว่ามีคนตายไปถึงหกคนทำเอาทุกคนต่างช็อกกันจนหน้าขาวซีดเป็นกระดาษ แต่ผมกลับรู้สึกช็อกในเรื่องหนึ่ง

นี่เพิ่งตายไปแค่หกคนเองเหรอเนี่ย

“…จะเข้าไปแล้วนะครับ”

อีฮยอนอูที่เหงื่อท่วมตัวเอ่ยเสียงสั่นคล้ายกำลังร้องไห้ ทางเข้าอาคารอยู่ใกล้จนมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า แต่ก็ยังไม่เห็นการเคลื่อนไหวที่คาดว่าจะเป็นสัตว์ประหลาด หากที่ชั้นหนึ่งของห้องสมุดไม่มีสัตว์ประหลาด เราก็จะสามารถขึ้นไปยังห้องชมรมที่อยู่ชั้นสองได้อย่างปลอดภัย

อีฮยอนอูลอบกลืนน้ำลายแล้วก้าวเดิน ร่างกายเขาสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัดแม้ในความมืด นี่คงเป็นหน้าที่ที่หนักหนาเกินไปสำหรับเด็กอายุเพียงสิบแปดปี ผมตบไหล่อีฮยอนอูเบาๆ เพื่อช่วยจัดระเบียบความคิดและจิตใจของคนเป็นผู้นำ

“นายไปอยู่ด้านหลังเถอะ”

ท่าทางของผมทำให้อีฮยอนอูลังเล แต่สุดท้ายเขาก็พยักหน้า จากนั้นผมก็เดินมาอยู่หน้าสุดของแถวและมุ่งตรงไปยังอาคารห้องสมุด

ผมเดินก้าวแล้วก้าวเล่า ในจังหวะที่เข้าใกล้ประตูได้ในที่สุดนั้นเอง…

ฟิ้ว! ฉึบ!

ลูกธนูพุ่งตรงมาจากชั้นสองโดยเฉียดผ่านแก้มผมไปนิดเดียว มันเจาะทะลุหัวไหล่ของหนึ่งในคนที่อยู่ด้านหลังผม ก่อนจะทันได้ประเมินสถานการณ์ เจ้าหมีสีน้ำตาลก็รีบเอื้อมมือไปปิดปากคนที่ถูกยิง

“…อุ๊บ!”

สิ่งที่ปักติดอยู่บนไหล่ของนักเรียนที่ครวญครางอย่างเจ็บปวดนั้น…มันคือลูกธนูของธนูทดกำลังที่ผมเอาไปเก็บไว้ในห้องชมรม

“บ้าน่า”

ไอ้เวรตัวไหนมันเอาของผมมาใช้วะ! เมื่อเงยหน้าไปตามทิศทางที่ลูกธนูพุ่งออกมา ผมก็มองเห็นคันธนูทดกำลังได้จากหน้าต่างชั้นสองที่แง้มเปิดอยู่เล็กน้อย สิ่งที่แย่ไปกว่านั้นคือมีปลายลำกล้องปืนไรเฟิลล่าสัตว์ยื่นออกมาจากหน้าต่างบานข้างกันด้วย

ปืนผม! กระสุนยิ่งมีน้อยๆ อยู่นะโว้ย! ผมแค้นใจจริงๆ ที่มีใครหน้าไหนไม่รู้เอาอุปกรณ์ที่ผมเตรียมไว้ออกมาใช้ แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาร่ำร้องถึงความไม่ยุติธรรม ในห้องชมรมยังมีอาวุธอีกมากนอกจากปืนกับธนูทดกำลัง และขอเพียงแค่พวกเขามีเจตนาจะฆ่า การฆ่าคนที่อยู่ตรงนี้ก็เป็นแค่เรื่องของเวลาเท่านั้น

ผมคลายผ้าพันแผลที่มือออกช้าๆ และปล่อยให้กระบองสามท่อนตกลงพื้น พอผมยกสองมือขึ้นและกางฝ่ามือเป็นเชิงบอกว่ายอมจำนน นักเรียนคนอื่นๆ ก็พากันทิ้งอาวุธแล้วชูมือขึ้นตาม

บานหน้าต่างแง้มเปิดออกและมีแขนขาวเรียวบางของใครบางคนยื่นออกมา หน้าต่างที่เหลืออีกสามบานก็เปิดออกพร้อมกับมือเล็กๆ ที่ยื่นออกมาเช่นกัน ดูท่าจะเป็นพวกนักเรียนหญิง ในมือของทุกคนกำลังถือบางอย่างอยู่…

“หนี!”

“…ครับ?”

“บอกให้หนีไง!”

พลุสัญญาณที่พวกนั้นขว้างมาก่อให้เกิดควันหนาและเปลวไฟ

ตุ้บ…ฟู่…ตุ้บ…ตุ้บ…ฟู่…

ยัยพวกบ้านั่นขว้างมาอยู่ได้! เวรเอ๊ย! ใช้ของผมหมดแล้วมั้งเนี่ย! รู้ไหมว่าพวกมันราคาเท่าไหร่น่ะ! ผมรีบเก็บกระบองสามท่อนจากบนพื้น ส่วนมืออีกข้างคว้าแขนคิมแจยองไว้แล้วเริ่มวิ่ง เหล่าสัตว์ประหลาดเห็นแสงสว่างจากพลุสัญญาณมากมายก็เริ่มทยอยคืบคลานออกมาจากความมืด

“อ๊ากกก!”

“ชะ…ช่วยด้วย!”

“แม่คะ…แม่!”

ผมเหลียวไปมองด้านหลัง ก่อนจะเห็นบรรดานักเรียนที่อุตส่าห์ฝ่าฟันมาถึงตรงนี้อย่างยากลำบากกำลังถูกสัตว์ประหลาดไล่กัดกิน ในระหว่างที่วิ่งหนีมาก็ยังคงมีสัตว์ประหลาดโผล่ออกมาจากความมืดนับไม่ถ้วน ผมจึงต้องใช้กระบองสามท่อนฟาดไปด้วยตะโกนไปด้วยเพื่อเปิดทางด้านหน้า

“ไปที่โรงอาหาร!”

อาวุธและอาหารที่ผมซ่อนไว้ในห้องชมรมที่ว่างเปล่าได้ก่อให้เกิดปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก* คนที่ควรต้องตายกลับรอดชีวิต และคนเหล่านั้นก็กำลังคุกคามชีวิตผม สุดท้ายผมก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากมุ่งหน้าไปยังโรงอาหารเหมือนอย่างในความฝัน น่าหงุดหงิดชะมัด ผมรู้สึกว่าขั้นตอนทั้งหมดนี้คล้ายกับกำลังจะบอกว่าผมถูกลิขิตมาให้ตายอยู่แล้ว จังหวะการหายใจเริ่มเร็วกว่าปกติ ทัศนวิสัยเริ่มพร่ามัว ผมได้แต่กัดฟันแน่น หากผมล้มลงตอนนี้ พวกเราจะตายกันหมดแน่

ความเยือกเย็นของคิมแจยองเปล่งประกายเจิดจ้าในยามวิกฤต เขาใช้อะไรก็ตามที่อยู่รอบตัวไม่ว่าจะเป็นมนุษย์หรือสิ่งของให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อเพิ่มอัตราการรอดชีวิต แม้แต่ตอนที่ตกอยู่ท่ามกลางสถานการณ์ที่ช่วยไม่ได้อย่างในตอนนี้ เขาก็ยังรู้จักย่อตัวลงแล้วเดินตามติดอยู่ด้านหลัง ไม่ปล่อยให้ตัวเองเป็นภาระใคร ทั้งยังมีไหวพริบและสัญชาตญาณที่ดีเยี่ยม หากตื่นรู้และได้รับความสามารถเมื่อไหร่ล่ะก็…ใช่เลย คิมแจยองจะต้องช่วยชีวิตผมได้แน่ เพราะสำหรับคิมแจยองแล้ว ผม…

ผมสูดหายใจเข้าลึกและตั้งสติให้พร้อม ไม่ว่ายังไงก็ต้องช่วยคิมแจยองให้รอดไปจากตรงนี้ให้ได้

 

* โซจู คือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ยอดนิยมของเกาหลี หมักจากข้าวบาร์เลย์หรือข้าวสาลี แต่ในยุคปัจจุบันส่วนใหญ่เปลี่ยนมาใช้แป้งจากวัตถุดิบอื่น เช่น มันสำปะหลัง มันหวาน และน้ำตาลเป็นวัตถุดิบหลัก เนื่องจากมีต้นทุนต่ำกว่า โดยมีลักษณะใสและมีรสชาติเป็นกลาง

* โคมม้าวิ่ง คือโคมไฟสวยงามชนิดหนึ่ง ตกแต่งด้วยกระดาษตัดเป็นรูปม้าหรือรูปอื่นๆ เมื่อจุดไฟด้านในโคมจะหมุน เกิดเป็นภาพเคลื่อนไหว

* ไอโซพอด เป็นสัตว์ตระกูลครัสเตเชียน อาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมทุกรูปแบบ แต่จะพบได้มากที่สุดในทะเลน้ำตื้น ดำรงชีวิตเป็นปรสิตในช่องปากของปลา

* ไซโคพาธ (Psychopath) คือบุคคลที่มีภาวะผิดปกติทางจิตใจอย่างรุนแรงอย่างหนึ่งในกลุ่มของบุคลิกภาพผิดปกติแบบต่อต้านสังคม (Antisocial Personality Disorder : ASPD) โดยมีลักษณะเด่นคือการขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น การขาดความสำนึกผิด และการต่อต้านกฎเกณฑ์ของสังคมอย่างสุดโต่ง พวกเขาจะเอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไม่รู้สึกว่าการกระทำของตนเองผิด และมักมีแนวโน้มในการก่ออาชญากรรมร้ายแรง

* ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) คือวลีที่ใช้อ้างถึงทฤษฎีโกลาหลที่อธิบายว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในสภาวะเริ่มต้นของระบบที่ซับซ้อนอาจส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่โตและแตกต่างอย่างมากในระบบนั้นในภายหลัง เปรียบเสมือนการที่ผีเสื้อกระพือปีกในที่หนึ่งอาจก่อให้เกิดพายุทอร์นาโดในอีกที่หนึ่งในเวลาต่อมา

 

 

โปรดติดตามตอนต่อไป

2 of 2หน้าถัดไป

Comments

comments

No tags for this post.
Continue Reading

More in everY

บทความยอดนิยม

everY

ทดลองอ่าน เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 Chapter 2.1-2.2 #นิยายวาย

ทดลองอ่าน เรื่อง เขตห้ามรักฉบับเบต้า เล่ม 1 ผู้เขียน : MINTRAN แปลโดย : ทันบี ผลงานเรื่อง : 배타적 연애 금지구역 ถือเป็นลิขสิทธิ์...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 76-77

บทที่ 76 นอกจากรู้สึกว่าจิตใจของเจียงซิ่วรุ่นคับแคบเกินไป เฟิ่งหลีอู๋ยังรู้สึกอีกว่าออกจะเจ็บปวดใจอยู่บ้าง นางเป็นตัวประ...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 78-79

บทที่ 78 รัชทายาททำเช่นนี้เจียงซิ่วรุ่นเห็นแล้วโมโหจริงๆ แต่เวลานี้นางรู้สึกแต่เพียงว่าชีวิตของตนเองแขวนอยู่บนเส้นด้าย ไ...

ทดลองอ่าน

ทดลองอ่าน พันคีรีกาลวสันต์ บทที่ 146-147

บทที่ 146 เยี่ยซวี่อวี่เดินอยู่ข้างหน้า เผยเซียวหยวนเดินตามนางห่างกันราวสิบยี่สิบก้าว หยางไจ้เอินนำขันทีน้อยฝ่ายในและนาง...

กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น

ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 80-81

บทที่ 80 ฉินจ้าวได้ยินแล้วประสานมือคำนับกล่าวว่า “ใครบ้างไม่รู้จักชื่อเสียงอันโด่งดังของอาจารย์มู่เฟิง ขณะนี้ขบวนเดินทาง...

community.jamsai.com