การชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกจะเริ่มที่บู๊ก่อน แล้วค่อยตามด้วยบุ๋น หลังจากบรรยากาศรำดาบควงหอกอันร้อนแรงคึกคักผ่านไป จึงค่อยมีบัณฑิตที่ความสามารถสูงมาอภิปรายถึงความหมายของบทความอย่างเต็มที่
เจียงซิ่วรุ่นกับโต้วซืออู่ต่างก็คิดครั้งนี้เพื่อช่วยประหยัดค่าแรงให้อาจารย์จะไม่ต้องจ้างชาวยุทธ์ให้ยุ่งยาก ในเมื่อไม่ได้เข้าสมรภูมิเข่นฆ่าศัตรูจริงๆ เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่าทักษะในการยิงธนูของตนเองก็พอจะกล้อมแกล้มผ่านด่านได้เหมือนกัน จึงไม่ตื่นเต้นตึงเครียดอีกต่อไป รอหลังจากตนเองกับโต้วซืออู่ได้แสดงฝีมือในลานประลองยุทธ์แล้ว สหายร่วมสำนักคนอื่นๆ ก็ทยอยลงมาเพื่อสร้างชื่อเสียงสำนักศึกษาลั่วอันให้เลื่องระบือ
แต่เนื่องจากชื่อเสียงของการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกในช่วงหลายปีนี้มีแต่โด่งดังมากขึ้นทุกที ได้ข่าวว่าทายาทอ๋องก็จะมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย หมายเลือกเฟ้นคนจากในหมู่ผู้มีพรสวรรค์อย่างละเอียดรอบคอบเพื่อให้มาเป็นกำลังหลักของแคว้นเว่ยอีกด้วย
อันที่จริงไม่เพียงแค่ทายาทของเว่ยอ๋องเท่านั้น แคว้นอื่นๆ ก็พากันส่งขุนนางผู้เชี่ยวชาญในการเลือกสรรผู้มีพรสวรรค์จากกรมปกครองมาร่วมสังเกตการณ์ด้วย หากสามารถดึงผู้มีพรสวรรค์มาเป็นพวกของแคว้นตนเองได้ ก็นับว่าได้ทำงานของตนเองเสร็จสิ้นแล้ว
อย่างน้อยที่สุดแคว้นปอก็ส่งเซินยงผู้เป็นพี่ชายของชายาเซินมาร่วมชุมนุมด้วย
ตอนที่เซินยงมาที่โรงเตี๊ยมด้วยตนเองเพื่อขอเข้าพบเจียงซิ่วรุ่น เจียงซิ่วรุ่นก็บอกกับองครักษ์ที่มารายงานไปตรงๆ ว่า “กลับไปบอกแม่ทัพเซินทีว่าร่างกายข้าไม่ค่อยสบาย ไม่สะดวกจะพบแขก”
ถ้ามิใช่เพราะตอนนั้นเฟิ่งหลีอู๋ยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือ นางกับพี่ชายคงตายอย่างน่าเวทนาภายใต้คมดาบของเซินยงไปนานแล้ว
คนปลิ้นปล้อนเช่นนี้จะมาพบนางด้วยเจตนาดีได้หรือ
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกขยะแขยง ยิ่งคร้านจะเสียเวลากับคนพรรค์นั้น จึงเอ่ยปากปฏิเสธไปตรงๆ เสียเลย
แต่ใครจะรู้ว่าเซินยงผู้นั้นกลับร้องขอพบนางอีกครั้ง
เจียงซิ่วรุ่นเองก็โมโหแล้ว รู้สึกว่าเขายืนกรานรอให้นางไปด่า นางจึงส่งเสริมเขาเสียเลย ถึงอย่างไรนางก็มีองครักษ์อยู่ข้างๆ ย่อมไม่กลัวเซินยงจะทำผิดกฎหมาย หากเขาลงมือกับนางจริงๆ นางก็จะแทงเขาสักสองดาบด้วยตนเองถือเป็นการล้างแค้นเสียเลย
ดังนั้นนางจึงโบกมือส่งสัญญาณบอกองครักษ์ให้เซินยงเข้ามา
แต่คนผู้นั้นยังมาไม่ถึง เสียงที่ค่อนข้างดังกลับดังเข้ามาก่อน “แค่จากไปปีเดียว ถึงกับวางท่าใหญ่โตเช่นนี้! แม้แต่แม่ทัพเซินยงก็ไม่ยอมพบ เจ้าช่างหยิ่งยโสเหลือเกิน!”
เจียงซิ่วรุ่นพอได้ยินเสียงก็ตะลึงงัน รอจนคนผู้นั้นผลักประตูเข้ามา เจียงซิ่วรุ่นก็ยิ้มออกมาทันที นางจะลืมได้อย่างไรว่าบิดาของตนเองเป็นคนแสวงหาลาภยศชื่อเสียงถึงขั้นใด โอกาสอันทรงเกียรติที่เหล่าบัณฑิตชื่อดังระดับนี้มารวมตัวกัน เขาจะยอมไม่มาร่วมได้อย่างไรกันเล่า!
ผู้ที่มาคือบิดาที่ไม่ได้พบกับนางนานแล้วนั่นเอง ดูท่าเขาคิดจะเลียนแบบผู้ทรงคุณธรรมในอดีต สวมชุดเรียบง่ายแบบชาวบ้านออกเยี่ยมเยียนตรวจตราราษฎร เสาะหาบัณฑิตเลื่องชื่อ สวมบทบาทเป็นเหวินหวังพบกับเจียงซั่งซ้ำอีกคราหนึ่งด้วยการไปเยี่ยมเยียนบัณฑิตชื่อดังด้วยตนเองเพื่อแสดงความสง่างาม
สำหรับเจียงซิ่วรุ่นแล้ว ชาติก่อนนับตั้งแต่ออกจากแคว้นปอ จวบจนกระทั่งตายไปนางไม่เคยพบบิดาอีกเลย
ผ่านไปนานหลายปีถึงเพียงนั้น รูปโฉมของเขาในความทรงจำนางล้วนเลือนรางแล้ว
คิดไม่ถึงว่าในชาตินี้ยังมีโอกาสได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง ในใจนางจู่ๆ ก็ไม่มีความสุขที่บิดากับบุตรสาวได้พบกันอีกครา มีเพียงความปวดร้าวไม่สิ้นสุด ซึ่งยากจะเอ่ยได้เท่านั้นเอง
แต่สำหรับเจ้าแคว้นปอแล้ว ตรงหน้านี้ก็คือบุตรสาวที่จากไปหนึ่งปีเท่านั้น ซ้ำยังเป็นบุตรสาวที่อ่อนโยนและเคารพนอบน้อมยามอยู่ต่อหน้าเขาด้วย
ดังนั้นหลังจากเข้ามาในห้องแล้ว เขาก็ตำหนินางคราหนึ่งอย่างไม่เกรงใจ