กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น
ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 80-81
การผนวกกลืนแคว้นถือเป็นสิ่งที่ทุกแคว้นมักทำกัน แคว้นหรงอยู่ติดกับแคว้นปอ เป็นแคว้นเล็กกระจิริด ปออ๋องเปรียบเทียบขนาดแคว้นแล้ว ก็รู้สึกว่าแคว้นหรงเหมาะสมมาก จึงคิดเรื่องทำการผนวกกลืนนั่นอยู่ตลอด
แต่น่าเสียดายที่คิดทะเยอทะยานสูงไปเปล่าๆ แคว้นปอหลังจากเปรียบเทียบแล้วถึงพบว่ากำลังไม่พอ ถึงกับถูกแคว้นหรงโจมตีเสียจนพ่ายแพ้ยับเยิน
ครั้งนี้ปออ๋องเสียหน้าไปหมดแล้ว ตั้งใจจะหาแคว้นที่เข้มแข็งมาช่วยระบายความรู้สึกย่ำแย่ในใจตนเอง
เจียงซิ่วรุ่นไม่อยากพูดกับบิดาของตนเองที่มักจะฝันกลางวันอยู่เสมอนี้ให้มากความอีก จึงเพียงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เรื่องนี้สำคัญมาก พระบิดาทรงเขียนพระราชสาส์นฉบับหนึ่งมอบให้กับต้าฉีจะดีกว่า งานชุมนุมหนังสือกำลังจะเริ่ม ลูกยังต้องไปรับฟังการชี้แนะของท่านอาจารย์อีก ไม่อย่างนั้นศิษย์พี่ก็จะมาตามหาแล้ว ไว้วันหน้าค่อยสนทนากับพระบิดาใหม่” พูดจบนางก็ไม่มองสีหน้าที่น่าเกลียดในฉับพลันของบิดาอีก เพียงหมุนตัวสาวเท้าก้าวใหญ่ออกไปทันที
แคว้นปอแม้จะเป็นแคว้นเล็ก แต่เมื่อปออ๋องอยู่ในแคว้นปอหนึ่งคำพูดก็แน่นหนักดุจเก้ากระถางศักดิ์สิทธิ์ ไหนเลยจะทนความโมโหระดับนี้ได้ จึงแค่นเสียงเฮอะคำหนึ่ง ยกมือชี้หน้าเจียงซิ่วรุ่น ขณะที่จะเรียกคนมาจับตัวบุตรสาวอกตัญญูคนนี้ เวลานี้เองม่านประตูพลันถูกเลิกขึ้น เจ้าหน้าที่หนุ่มน้อยคนหนึ่งเข้ามาด้วยสีหน้าเย็นชา ในมือถือม้วนเอกสารกับพู่กัน กล่าวอย่างเย็นชาว่า “เพราะได้รับคำสั่งจากรัชทายาทมา ผู้น้อยต้องบันทึกคำพูดและการกระทำในชีวิตประจำวันของเซ่าฟู่เพื่อให้รัชทายาทตรวจดู ขอเรียนถามท่านเจ้าแคว้น เมื่อครู่นี้ยกมือข้างใดตบเซ่าฟู่หรือ”
ปออ๋องสะอึกไปทันที เพิ่งจะอ้าปาก เจ้าหน้าที่หนุ่มคนนั้นก็ถามต่อไปอีกว่า “เมื่อครู่นี้อยู่นอกประตู คลับคล้ายจะได้ยินว่าท่านเจ้าแคว้นดูหมิ่นเซ่าฟู่เรื่องบันทึกชีวิตประจำวัน แล้วยังสงสัยที่เซ่าฟู่เข้าร่วมการชุมนุมหนังสืออีก ทุกอย่างนี้เป็นสิ่งที่รัชทายาทต้าฉีของแคว้นเราอนุญาต ท่านเจ้าแคว้นยังมีความคิดเห็นอันใดได้หรือไร”
ปออ๋องหน้าขาวซีดทันใด ฝืนหัวเราะอยู่สองคราแล้วถึงพูดว่า “ข้ากับลูกรักไม่ได้พบหน้ากันนานแล้ว จึงได้พูดหยอกเล่นกัน ทำให้ท่านเจ้าหน้าที่พบเห็นเรื่องน่าขบขันแล้ว”
เจ้าหน้าที่หนุ่มมองดูเจ้าปออ๋องแวบหนึ่งอย่างเย็นชาและกล่าวว่า “ท่านเจ้าแคว้นทรงต้องรู้ว่าเซ่าฟู่เป็นเซ่าฟู่ของรัชทายาทแห่งต้าฉีก่อน จากนั้นถึงจะเป็นคุณชายแคว้นปอ วันหน้าท่านเจ้าแคว้นต้องระมัดระวังสักหน่อย ทรงอย่าได้หยอกเล่นส่งเดชนะพ่ะย่ะค่ะ” พูดจบก็เดินจากไปแล้ว
เจ้าหน้าที่หนุ่มออกจากประตูเดินผ่านระเบียงยาวแถบหนึ่ง เห็นคุณชายน้อยเจียงกำลังหยุดอยู่ที่ด้านข้าง ก็รีบเดินอย่างรวดเร็วเข้าไปหา และคำนับพลางพูดว่า “ศิษย์พี่ เมื่อครู่ที่ศิษย์น้องจัดการเป็นอย่างไรบ้าง ช่วยเหลืออะไรได้บ้างหรือไม่”
เจียงซิ่วรุ่นมองดูสวีอิง และกล่าวอย่างเย็นชา “ต้องให้เจ้าช่วยเมื่อใดกัน”
สวีอิงกะพริบตาปริบๆ ดูไปแล้วเป็นเด็กอายุสิบหกปีที่แสดงความเป็นเด็กน้อยออกมาขณะที่กล่าวว่า “ท่านอาจารย์สั่งให้ข้ามาตามศิษย์พี่ไปปรึกษาเรื่องการชุมนุมหนังสือ เมื่อครู่ตอนที่อยู่นอกประตูบังเอิญได้ยินศิษย์พี่กับปออ๋องสนทนากัน รู้สึกว่าศิษย์พี่ออกมาอย่างรีบร้อน ข้าเลยปลอมตัวเป็นเจ้าหน้าที่จดบันทึกประจำวันเสียเลย หวังว่าศิษย์พี่จะไม่ตำหนิ”
ว่ากันตามจริง เมื่อครู่เขาช่วยคลี่คลายสถานการณ์ให้กับตนเองจริงๆ ถึงแม้เด็กหนุ่มผู้นี้จะเป็นญาติของสวีซื่อภรรยาฉินจ้าว แต่ก็ถือเป็นคนละคนกัน ไม่อาจใช้ความคิดแบบเดียวกันมาตัดสินได้ เจียงซิ่วรุ่นจึงต้องกล่าวขอบคุณไปคำหนึ่งอย่างเลี่ยงไม่ได้
สวีอิงยิ้มจนเห็นฟัน ข้างแก้มถึงกับมีรอยลักยิ้มจางๆ ขึ้นมา “ในเมื่อเป็นสหายร่วมสำนักกัน ไยต้องขอบคุณเล่า ทุกครั้งที่ท่านแม่ข้ามาหาข้าที่บ้านญาติผู้พี่เพื่อขอเงินไปเล่นการพนัน ญาติผู้พี่ก็จะช่วยแก้ไขสถานการณ์ให้ข้าเช่นนี้เสมอ”
เจียงซิ่วรุ่นเคยได้ยินผู้อื่นพูดว่าเด็กหนุ่มคนนี้กำพร้าบิดาไปตั้งนานแล้ว มารดามีนิสัยติดการพนัน จึงส่งเขาไปอยู่ในความดูแลของบ้านสกุลสวีผู้เป็นญาติร่วมตระกูล ชีวิตที่ผ่านมาแท้จริงน่าสงสาร ว่ากันว่าดูแล้วเหมือนคุณชายสูงศักดิ์ร่ำรวย แต่ถุงเท้าผ้าถูกเสียดสีจนเป็นรูโหว่แล้ว ต้องประหยัดเงินเย็บแล้วเย็บอีกค่อยเอาถุงเท้ามาสวมต่อ
ในเมื่อเป็นบุตรหลานครอบครัวยากจน ไม่ใช่ญาติดั้งเดิมของสกุลสวีจริงๆ เจียงซิ่วรุ่นก็ไม่อยากจะปั้นหน้าเย็นชาใส่อีกฝ่ายอยู่ตลอด จึงเพียงประสานมือคำนับและหมุนตัวจากไป
แต่สวีอิงคนนั้นกลับเหมือนแมลงตามก้นอย่างไรอย่างนั้น เขากอดม้วนหนังสือเดินตามอยู่ด้านหลังเจียงซิ่วรุ่นด้วยฝีเท้ารวดเร็ว เลียๆ ริมฝีปากและพูดว่า “ท่านอาจารย์กล่าวว่าศิษย์พี่จะเข้าร่วม ‘การยิงธนู’ ในสามวันให้หลัง ข้าเองก็ถูกท่านอาจารย์จัดการให้เข้าร่วมการแข่งขันพร้อมกับศิษย์พี่ด้วย แต่วิชาการยิงธนูอาจเทียบกับศิษย์พี่ไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะได้รับการชี้แนะจากศิษย์พี่ได้เมื่อใด”
ไป๋เฉี่ยนที่อยู่ด้านข้างมองดูเด็กหนุ่มกลับรู้สึกว่าท่าทางน่ารักนัก จึงสอดปากว่า “เห็นท่านแขนขาบอบบางเช่นนี้ สามารถดึงสายพาดลูกธนูได้หรือเจ้าคะ”
สวีอิงฟังแล้วก็ถลกแขนเสื้อขึ้นให้ไป๋เฉี่ยนดู แขนข้างนั้นค่อนข้างหนาเฉกเช่นบุรุษกำยำ ดูแข็งแรงอย่างยิ่ง
แต่น่าเสียดาย ภาพนี้กลับถูกโต้วซืออู่ที่ขึ้นมารับหน้าเห็นเข้าพอดี
ไม่รู้ด้วยเหตุใดเขาก็รู้สึกเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้นมา เห็นว่าสตรีอัปลักษณ์นางนี้ดูพราวเสน่ห์มาก เห็นเด็กหนุ่มก็ยั่วยวนเสียจนเสื้อผ้าผู้อื่นแทบจะหลุดไปครึ่งตัวแล้ว
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 พ.ค. 69
Comments



