วันรุ่งขึ้นเจียงซิ่วรุ่นกับผู้แข่งขันคนอื่นๆ ก็ถูกพาไปที่ข้างทะเลสาบขนาดเล็กแห่งหนึ่ง ในทะเลสาบฝังเสาไม้หลายร้อยเสาเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ระหว่างเสาไม้ยังมีแผ่นไม้กระดานบางแคบเชื่อมต่อกัน บนเสาไม้บางเสามีเป้าธนูตั้งอยู่จากใกล้ไปไกลสุด ไล่ไปจนถึงส่วนลึกของทะเลสาบ
นักธนูต้องยืนเหยียบบนเสาไม้ เดินตามแผ่นไม้กระดานจนถึงจุดที่แข่งขันและยิงธนูสิบดอก ผู้ชนะจะเดินตามแผ่นไม้กระดานไปที่ด่านต่อไป
การแข่งยิงธนูแบ่งออกเป็นสี่ด่าน เป้าธนูแต่ละด่านจะไกลขึ้นกว่าด่านก่อนหน้าห้าสิบก้าว และไม้กระดานที่เชื่อมโยงระหว่างเสาไม้ก็จะแคบกว่าด่านก่อนหน้าด้วย ไม้กระดานที่ด่านสุดท้ายถึงขนาดแคบเพียงสามารถเหยียบเท้าลงไปได้แค่ข้างเดียวเท่านั้น
เนื่องจากวิธีการแข่งขันยิงธนูในแต่ละปีถูกคิดค้นขึ้นใหม่ตลอด ดังนั้นบรรดาศิษย์ที่เข้าแข่งขันเหล่านี้จึงคาดไม่ถึงว่ารูปแบบการแข่งขันในปีนี้จะท้าทายสมาธิของผู้คนเพียงนี้
เจียงซิ่วรุ่นเหยียบบนเสาไม้ หัวใจเต้นเหมือนรัวกลองอยู่บ้าง ในใจลอบคิดว่าใครกันที่คิดวิธีการชั่วร้ายถึงเพียงนี้
ยังดีที่ร่างกายนางยืดหยุ่นตัวเบา ยามเหยียบบนไม้กระดานบางๆ นางเพียงดีดตัวขึ้นลงเล็กน้อย แต่นักธนูบางคนตัวหนาบึกบึนแข็งแรง กล้าหาญมีพละกำลัง พอเหยียบบนไม้กระดาน ไม้กระดานก็ยวบตัวลงไป ซ้ำยังมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะหักร่วงลงไปได้ตลอดเวลา
บนไม้กระดานมีคนร่วงตกลงไปไม่ขาดสาย มีเสียงตกน้ำดังตูม มีคนไม่น้อยที่แค่ด่านแรกของการแข่งขันก็ไปไม่ถึง
บนแท่นชมการแข่งขันมีเสียงหัวเราะดังขึ้นตรงนั้นตรงนี้อยู่ตลอด เทียบกับตอนดูการแข่งขี่ม้าเมื่อวานแล้วยังสนุกครึกครื้นกว่าอีก
เจียงซิ่วรุ่นหลังจากยืนได้มั่นคง จิตใจสงบนิ่งแล้ว นางก็นึกถึงเสียงถอนหายใจของอาจารย์มู่เฟิงเมื่อวานนี้…ไม่ใช่ว่าผู้จัดการชุมนุมหนังสือนี้ตั้งใจสร้างความยากลำบากให้กับศิษย์จากทั่วทุกแห่ง…
อันที่จริงต่อให้เป็นสำนักศึกษาที่จอมปราชญ์ลัทธิหรูเปิดขึ้นก็มีช่วงเวลาที่เงินไม่พอให้นำไปซ่อมแซมห้องเรียนได้
งานชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกนี้ทั้งเป็นการฝึกฝนความกล้าของเหล่าศิษย์ในสำนักศึกษาทุกแห่งให้เพิ่มพูนประสบการณ์ความรู้ของพวกเขา และยังเป็นการระดมเงินทองให้เหล่าอาจารย์ของสำนักศึกษาทุกสำนัก เพื่อจะได้นำไปปรับปรุงซ่อมแซมห้องเรียน ขยายเรือนที่ใช้เล่าเรียนให้ใหญ่ขึ้นด้วย
มีเพียงให้เหล่าขุนนางและชนชั้นสูงชมดูอย่างถึงอกถึงใจเท่านั้นถึงจะสามารถบริจาคเงินได้อย่างมือเติบมิใช่หรือ
ตอนนั้นเจียงซิ่วรุ่นได้ยินแล้วยังบอกกับอาจารย์มู่เฟิงไปตรงๆ ว่าขาดเงินเหตุใดจึงไม่บอกก่อนหน้านี้ นางในฐานะศิษย์ย่อมบริจาคอย่างยินดีเองได้ เพื่อแก้ไขความยากลำบากของท่านอาจารย์
อาจารย์มู่เฟิงกลับส่ายหน้า บอกว่าสำนักศึกษาลั่วอันไม่ได้ขาดแคลนเงิน ที่บอกเรื่องพวกนี้กับนางเพียงหวังว่าพรุ่งนี้ตอนที่แข่งขันให้ตั้งใจเต็มที่หน่อย ไม่ว่าอย่างไรสำนักศึกษาที่ยากลำบากก็ยังมีอีกมากมาย และมักจะต้องช่วยแก้ไขสถานการณ์เร่งด่วนแทนพวกเขาอยู่เสมอ
คิดถึงตรงนี้เจียงซิ่วรุ่นก็เป็นผู้นำในการยกคันธนูขึ้น และยิงไปที่ดอกไม้ผ้าแพรแดงสองดอกที่ห้อยอยู่บนคานเหนือเสา
เห็นเพียงดอกไม้ผ้าแพรดอกนั้นคลี่กระจายออกมา เปลี่ยนเป็นแถบผ้าแพรที่พลิ้วไสวไปตามสายลม บนนั้นใช้พู่กันหยาบใหญ่เขียนอักษรเอาไว้ว่า
‘สระน้ำหมึกชำระหินฝนหมึก ชุมนุมหนังสือรวมเหล่าปราชญ์ผู้กล้า’
นางในชุดบุรุษเดิมทีก็ดูงามสง่าเปี่ยมเสน่ห์อยู่แล้ว รวมกับเวลานี้ที่นางเดินเหินอย่างเงียบเชียบ สายตาเป็นประกายเจิดจ้า สวมเกี้ยวสีเงิน แขนเสื้อกว้างเอวผอมเพรียว ยามที่ยืนอยู่บนเสาไม้ช่างเหมือนเทพเซียนที่ถูกเนรเทศจากสวรรค์ กำลังลอยละล่องลงมายังแดนมนุษย์เสียจริง
‘เด็กหนุ่ม’ ผู้งามสง่าปล่อยมือยิงธนูออกไปคราหนึ่งช่างโดดเด่นเหนือใครเช่นนี้อีกด้วย มีแต่จะทำให้เหล่าสตรีชั้นสูงบนแท่นชมการแข่งขันแต่ละคนชมดูเสียจนตาค้าง หน้าแดงเรื่อด้วยความเขินอาย
พากันคิดในใจว่า…นี่คือศิษย์จากสำนักศึกษาใด ถึงกับหล่อเหลามีเสน่ห์ปานนี้
(ติดตามต่อได้ในรูปแบบฉบับเต็มได้ในเดือนมิถุนายน 2569)