นับแต่กลับมาจากลานประลองยุทธ์ ในที่สุดเจียงซิ่วรุ่นก็ทนกับการรบเร้าของสวีอิงไม่ไหว จึงชี้แนะทักษะการยิงธนูให้เขาอยู่ในสวนด้านหลังของโรงเตี๊ยม
สวีอิงผู้นั้นกลับเป็นเด็กหนุ่มที่หัวไวผู้หนึ่ง แม้จะเหมือนกับเจียงซิ่วรุ่นคือถือธนูคันใหญ่ได้ไม่มั่นคง แต่ยามที่ใช้ธนูคันเล็กของเจียงซิ่วรุ่นแล้ว เพียงไม่นานก็ใช้งานได้อย่างคล่องแคล่ว
หลังจากยิงลูกธนูถูกเป้าสามดอกติดกัน สวีอิงก็ตื่นเต้นเสียจนแก้มแดงระเรื่อ จ้องเจียงซิ่วรุ่นเขม็งราวกับเด็กน้อยที่อยากได้รับคำชื่นชม
เจียงซิ่วรุ่นกลับมองดูนาฬิกาแดดอยู่สักพักหนึ่ง แล้วพูดว่าตนเองเคยชินกับการงีบหลับพักผ่อนในยามบ่าย ให้เขาไปฝึกฝนเพียงลำพัง นางไม่อยู่เป็นเพื่อนเขาแล้ว
เด็กหนุ่มผู้นั้นตอนที่เดินผ่านนางไปได้ยืดคอมาสูดดมอยู่คราหนึ่งและถามว่า “ศิษย์พี่ ท่านใช้เครื่องหอมอันใดหรือ เหตุใดจึงหอมถึงเพียงนี้”
เจียงซิ่วรุ่นกำลังจะบอกว่านางไม่เคยอบร่ำเครื่องหอม นี่เป็นแค่กลิ่นของเจ้าเจี่ยวเท่านั้นเอง แต่ตอนที่จะเอ่ยปากจู่ๆ นางก็รู้สึกว่าวาจานี้ค่อนข้างฟังดูสนิทสนมชิดใกล้ไปสักหน่อย ตนเองก็เคยมีการสนทนาทำนองนี้กับเฟิ่งหลีอู๋เช่นกัน
เมื่อคิดถึงเฟิ่งหลีอู๋ ชั่วขณะนี้นางถึงได้ตระหนักขึ้นมาได้ว่าเหตุใดนับตั้งแต่เห็นสวีอิงเป็นครั้งแรก นางถึงได้รู้สึกคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก หากมองข้ามสีผิวกับรูปร่างของสวีอิงไป คิ้วและตาของสวีอิงกลับค่อนข้างดูเหมือนเฟิ่งหลีอู๋อยู่บ้าง
ความเหมือนอย่างแปลกประหลาดชนิดนี้ทำให้เจียงซิ่วรุ่นเกิดความคิดเชื่อมโยงหนึ่งขึ้นมารำไรอย่างช่วยไม่ได้ หากมิใช่เพราะโตเป็นหนุ่มแล้ว เฟิ่งหลีอู๋ไม่มีทางมีบุตรชายนอกสมรสที่โตถึงเพียงนั้นได้ นางคงต้องนึกว่าสวีอิงเป็นบุตรชายของรัชทายาทที่ร่อนเร่อยู่ข้างนอกแล้วจริงๆ
สวีอิงเห็นเจียงซิ่วรุ่นค่อนข้างเหม่อลอยจึงถามว่า “ศิษย์พี่ หากมีเรื่องอันใด ศิษย์น้องยินดีรับใช้”
เจียงซิ่วรุ่นได้สติกลับมา ก่อนจะตอบว่า “ไม่มีอันใด เพียงแค่กังวลว่าการแสดงออกตอนชุมนุมหนังสือจะทำให้ท่านอาจารย์เสียหน้า”
สวีอิงยิ้มพลางกล่าว “ทักษะการยิงธนูของศิษย์พี่โดดเด่นเหนือใคร จะต้องได้คะแนนสูงสุด ไม่จำเป็นต้องวิตกไปเลย”
รอจนสวีอิงจากไป เจียงซิ่วรุ่นก็หมุนตัวกลับไปที่ห้อง ล้างหน้าแช่เท้าภายใต้การปรนนิบัติของไป๋เฉี่ยน ในใจยังคงคิดเรื่องของสวีอิงอยู่ นางมักรู้สึกอยู่ตลอดว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่เมื่อคิดอย่างละเอียดกลับไม่มีมูลแต่อย่างใด
เจียงซิ่วรุ่นจ้องเท้าน้อยๆ ที่แช่ในน้ำร้อนค่อยๆ แดงขึ้นอย่างเหม่อลอย อยู่ๆ ก็สั่นสะท้านอย่างหนาวเหน็บ เจียงซิ่วรุ่นมักจะสนทนาสัพเพเหระกับพวกคนครัวและองครักษ์อยู่บ่อยๆ พลอยได้ยินความลับเบื้องลึกที่ซุบซิบนินทากันมาไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็มีเรื่องที่เกี่ยวกับเฟิ่งอู่น้องชายของเฟิ่งหลีอู๋ด้วย ปีนั้นที่เฟิ่งอู่ถูกกักบริเวณได้ป่วยกะทันหันและสิ้นพระชนม์ไป มีข่าวลือไม่น้อยว่าเฟิ่งหลีอู๋ขุดรากถอนโคนภัยพิบัติที่แฝงเร้น ตัดความเป็นไปได้ที่น้องชายจะชิงบัลลังก์ไปแล้ว แต่ก็มีการพูดกันว่าเฟิ่งอู่ไม่ได้ตายจริงๆ แค่แกล้งตายเพื่อหลบหนีออกจากลั่วอันไปเท่านั้น
ชั่วขณะหนึ่งเจียงซิ่วรุ่นเดาว่าสวีอิงมีความเป็นไปได้ที่จะเป็นเฟิ่งอู่ที่ตายไปแล้วหรือไม่ แต่เมื่อคิดถึงใบหน้าที่ยังค่อนข้างอ่อนเยาว์นั้นของสวีอิง เห็นชัดว่าเป็นหนุ่มน้อยคนหนึ่ง อายุต่างกันมากเกินไป นางถึงค่อยคลายใจลงบ้าง ถึงอย่างไรเฟิ่งอู่กับเฟิ่งหลีอู๋ก็อายุห่างกันเพียงสามเดือน ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางมีใบหน้าที่อ่อนเยาว์เช่นนี้ได้
คิดถึงตรงนี้นางก็รู้สึกว่าตนเองคิดฟุ้งซ่านไป คิดค่อนข้างไกลไปแล้ว หลังจากหัวเราะขบขันตนเองคราหนึ่งแล้วก็ไปพักผ่อนเพื่อเตรียมแข่งขันทักษะยิงธนูในวันพรุ่งนี้