เฟิงอู๋จี๋เหวี่ยงดาบสังหารทหารชู่มู่คุนนายหนึ่งที่มาขวางทาง กระเทือนบาดแผลเข้า มือที่กุมดาบยกขึ้นจับประคองหัวไหล่เล็กน้อย ก่อนขมวดคิ้วเงยหน้ามองเห็นพี่สาวของตนควบม้าไปทางด้านหลังโดยมีเฮ่อเส่อไชว่ไล่ตามไปแล้ว ตอนนี้พลันเข้าใจความหมายของประโยคก่อนหน้านี้ของนางขึ้นมา
‘อย่าได้ลืมเป้าหมายที่เขาซุ่มโจมตีในตอนนั้น’ เป้าหมายซุ่มโจมตีของโจรสุนัขผู้นี้มิใช่การสังหารพี่สาวของเขาหรอกหรือ!
เขาควบม้าไล่ตามไปทันที ก่อนจะนึกถึงคำกำชับของพี่สาวขึ้นมาได้กะทันหัน จึงกัดฟันอดทนเอาไว้ ไม่อาจทำลายแผนการ ยิ่งไม่อาจให้เกิดเรื่องแบบครั้งก่อนขึ้นอีกครั้ง เขาหันกลับไปขัดขวางทหารชู่มู่คุนที่หมายไล่ตามไปด้านหลังเพื่อปกป้องเฮ่อเส่อไชว่แทน พร้อมหันหน้าตะโกนเสียงดังไปทางด้านหลัง “ปกป้องฮูหยินให้ดี!”
รอแค่ย่นระยะห่างให้น้อยลง ทหารม้าหลายสิบนายกับบรรดาทหารคุ้มกันที่ซ่อนตัวอยู่ด้านหลังก็จะสามารถพุ่งออกมาได้ทุกเมื่อ
เฟิงซุ่นอินห้อตะบึงม้าไปทางด้านหลัง ขณะใคร่ครวญประโยค ‘หลังสังหารเจ้าข้าถึงจะอยู่อย่างสงบสุขได้อีกครั้ง’ ของเขาซ้ำๆ ด้วยใจหนาวสะท้าน ทันใดนั้นก็รู้สึกว่าเสียงกีบเท้าม้าด้านหลังหยุดลง นางหันหน้าไปมองแล้วรั้งม้าให้หยุดทันที
เฮ่อเส่อไชว่กลับหยุดไล่ตามมาต่อ จมูกเหยี่ยวนัยน์ตาคมสอดส่ายมองซ้ายมองขวา อยู่ห่างจากนางไปหลายสิบก้าว ก่อนถามขึ้นอย่างกะทันหัน “เจ้าหนีไวเพียงนี้ไปไย หรือไม่อยากจะแก้แค้นข้ากับมือตนเอง?”
เฟิงซุ่นอินมองออกแล้วว่าเขาไม่เหลือกองกำลังสนับสนุนอื่นอีก อยากจะเปลี่ยนจากฝ่ายรับมาเป็นรุก หวังลงมือสังหารนาง ทว่าก็ไม่กล้าเสี่ยงอันตรายไล่ตามไปจนถึงที่สุด นางเพียงมองด้วยสายตาเย็นชา
บนใบหน้าเฮ่อเส่อไชว่เผยรอยยิ้มขบขัน ภาษาฮั่นที่เอ่ยออกมาทั้งแข็งกระด้างและอำมหิต “เจ้าคงไม่ได้ลืมว่าพี่ใหญ่เจ้าตายอย่างไรหรอกนะ ตอนเขารับทีละดาบๆ ไปหลายดาบเพียงนั้น เจ้าไปซ่อนตัวอยู่ที่ใดกัน”
เฟิงซุ่นอินอ่านรูปปากอีกฝ่ายแล้วตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง มือข้างหนึ่งล้วงเข้าเอว ปลายนิ้วเย็นเฉียบ หูซ้ายเจ็บแปลบขึ้นมากะทันหัน นางฝืนทนเอาไว้ ทรวงอกสะท้อนขึ้นลงอย่างร้อนรน
เฮ่อเส่อไชว่มองใบหน้าซีดขาวของนางก็ยิ่งลำพองใจมากขึ้น “ตอนนี้ข้าอยู่ที่นี่ตรงนี้แล้ว เหตุใดเจ้าถึงหนีเล่า หันกลับมาฆ่าข้าเสียสิ!”
มือขวาของเฟิงซุ่นอินกุมกระชับมีดสั้นแน่นซ้ำๆ มือซ้ายจิกฝ่ามือเอาไว้ถึงอดทนให้ไม่ยกมือขึ้นปิดหูซ้ายได้ บนร่างอาบชโลมด้วยเหงื่อเย็นชั้นหนึ่ง แขนขานางรู้สึกเย็นเฉียบท่ามกลางสายลมในฤดูใบไม้ร่วง ทันใดนั้นนางก็กัดริมฝีปากแน่นให้สติตนเองแจ่มใสขึ้น เตรียมจะโบกมือซ้ายถ่ายทอดคำสั่งให้คนที่ซุ่มอยู่ด้านหลังพุ่งออกมา
เฮ่อเส่อไชว่กระชับดาบโค้งหมายฉวยโอกาสพุ่งเข้าใส่ ปากยังเอ่ยยั่วยุนางอย่างเหิมเกริม “ไม่กล้าฆ่าข้า? พี่ใหญ่เจ้าตายอย่างอนาถเพียงนั้นก็นับว่าตายโดยเสียเปล่า…”
ทันใดนั้นลูกธนูดอกหนึ่งพลันยิงเข้าใส่หัวไหล่ของเฮ่อเส่อไชว่ คำพูดของเขาขาดตอนลงโดยพลัน
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ฝืนอาการเจ็บแปลบที่หูซ้ายแล้วเงยหน้าขึ้น มือซ้ายยังไม่ทันลดลง ข้างกายก็มีลูกธนูอีกดอกหนึ่งพุ่งผ่านไปข้างหน้า ยิงโดนท้องม้าของเฮ่อเส่อไชว่พอดี
ม้ายกกีบเท้าหน้าขึ้นอย่างเจ็บปวด เฮ่อเส่อไชว่ร่วงตกพื้นอย่างแรง
หูซ้ายเฟิงซุ่นอินเจ็บถึงระดับที่เหน็บชาไร้ความรู้สึก หูขวากลับคล้ายแว่วได้ยินเสียงอึงอล สุดปลายสายตาข้างหน้าประหนึ่งมีกองทัพทหารม้าถล่มทลายมาเป็นก้อนสีดำทะมึน
นางหันหน้าไปเห็นทางด้านหลังกำลังมีทหารควบม้ามาเช่นเดียวกัน ฝุ่นปลิวตลบฟุ้ง ผู้เป็นหัวหน้าเพิ่งลดคันธนูลง ม้าเร็วดุจกระแสลมทะยานมาถึงตรงหน้านาง คละคลุ้งมากับฝุ่นทราย ขวางทางนางเอาไว้
ฉับพลันเฟิงซุ่นอินก็เข้าใจว่าเหตุใดพวกเขาจึงดูเหมือนถูกใครไล่มาที่นี่ อีกทั้งเหตุใดถึงมีเสียงความเคลื่อนไหวมาๆ หายๆ จากด้านหลัง
หูเป้ยเอ๋อร์ที่พุ่งเข้ามาจากที่ไกลๆ กำลังสบถด่า “โจรสุนัขหนีเร็วน่าดูนี่!”
เฟิงอู๋จี๋ควบม้าเร็วมาจากด้านหน้าก่อนหยุดลงแต่ไกลพร้อมเอ่ยเรียกเสียงเจื่อนๆ “พะ…พี่รองมู่…”
เฟิงซุ่นอินมองเงาร่างบนหลังม้าตรงหน้าอย่างตกตะลึง เขาสวมชุดชาวหู แผ่นหลังกว้างและเหยียดตรง ขี่ม้าถือธนูตรงมา ที่แท้ไม่ใช่ภาพฝัน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นเขาจริงๆ
มู่ฉางโจวหยุดม้าอยู่ตรงหน้า มือซ้ายกุมคันธนูยาวแน่น หันหน้ามามองนางจากจุดที่ห่างออกไปหลายจั้ง สายตาจับจ้องนาง ปากกลับออกคำสั่งอย่างหนักแน่น “จับเป็นเฮ่อเส่อไชว่ ส่วนคนอื่นไม่ต้องเก็บไว้สักคน”
* ต้นหนามอูฐ เป็นไม้พุ่มขนาดเล็กในวงศ์ถั่วที่เติบโตในพื้นที่แห้งแล้งอย่างทะเลทราย เป็นอาหารหลักของอูฐ
* ทุบหม้อข้าวจมเรือ หมายถึงตัดสินใจเด็ดขาดที่จะทำจนถึงที่สุดโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด หรือพร้อมสละได้ทุกสิ่งเพื่อชัยชนะ
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 29 ส.ค. 69