เฟิงซุ่นอินนึกถึงเรื่องราวหลายอย่างขึ้นมาในชั่วพริบตา ก้นบึ้งหัวใจรู้สึกบีบรัดขึ้นมาแปลกๆ ปากกลับเอ่ยก่อนผ่านการคิดพิจารณา “คุณชายอวี๋น่าจะเคยได้ยินเรื่องในอดีตของสกุลเฟิงข้าแล้ว หลายเรื่องราวอาศัยเพียงคำพูดยากจะตัดสินความจริง คำว่า ‘น่าเสียดาย’ นี้อาจไม่สามารถแสดงถึงอะไรได้เช่นกันเจ้าค่ะ”
อวี๋จิ้นชิงสีหน้านิ่งค้างคล้ายไม่อยากจะเชื่อ “ข้าเห็นคุณหนูเดินทางมาฉินโจวกะทันหัน นึกว่าหัวใจคุณหนูไม่ได้อยู่ที่เหลียงโจว ขอแค่มีโอกาสก็อยากกลับบ้านทันที แต่ที่แท้ท่านกลับไม่เต็มใจย้อนกลับฉางอันหรอกหรือ”
เฟิงซุ่นอินพลันเงียบลง ดูคล้ายไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้มาก่อน ผ่านไปครู่หนึ่งถึงได้คารวะให้เขา “ขอให้คุณชายอวี๋เดินทางปลอดภัย ข้าได้รับน้ำใจจากท่านมามากแล้ว ไม่กล้ารับบุญคุณใดอีกเจ้าค่ะ”
อวี๋จิ้นชิงยืนอยู่ตรงนั้นอย่างเงียบงัน ภายในใจเหลือเพียงคำว่า ‘น้ำใจ’ กับ ‘บุญคุณ’ ของนาง มองดูนางเดินจากไปต่อหน้าตนเอง
เฟิงอู๋จี๋เห็นพี่สาวกลับมาแล้วก็ขึ้นขี่ม้า พาขบวนออกเดินทางไปทันที
เฟิงซุ่นอินที่นั่งอยู่บนหลังม้าหันไปค้อมตัวผงกศีรษะให้คนในศาลาอีกครั้ง ขอให้เขารักษาตัวด้วย ก่อนรั้งสายบังเหียนจากไป…
ฝนฤดูใบไม้ร่วงห่าหนึ่งตกและหยุดอย่างรวดเร็ว ม้าย่ำผ่านถนนเปียกชื้นย้อนกลับมายังเมืองฉินโจว
เฟิงอู๋จี๋คอยเหลียวหลังมองตลอดทางที่ขี่ม้ามา หลายวันให้หลังนี้พี่สาวของเขาพูดน้อยลงเรื่อยๆ มีแค่เพียงสองวันก่อนระหว่างทางที่นางบอกเรื่องเฮ่อเส่อไชว่ถูกพาตัวไปไว้ที่เหลียงโจวเป็นการชั่วคราวกับเขาเล็กน้อย
พี่รองมู่เป็นคนจับตัวคนได้ ให้อีกฝ่ายพาตัวเฮ่อเส่อไชว่ไปก่อนก็เหมาะสมแล้ว นับประสาอะไรกับที่เขาเองก็ขัดขวางไว้ไม่อยู่
หลังทั้งกลุ่มขี่ม้าผ่านเข้ามาในเมือง เฟิงอู๋จี๋มองทางข้างหน้าก่อนหันกลับไปเอ่ยเตือน “ถึงแล้วขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้ามองข้างทางปราดหนึ่ง เห็นว่ามาถึงที่พักของน้องชายแล้ว นางจึงลงจากหลังม้า
เฟิงอู๋จี๋เดินมาจูงม้าของนาง “ท่านพี่ยังเจ็บหูอยู่หรือขอรับ”
เฟิงซุ่นอินส่ายหน้า “เปล่า”
ตั้งแต่มู่ฉางโจวจากไปนางก็ไม่เจ็บหูมาหลายวันแล้ว คงเพราะความสนใจของนางถูกเบี่ยงไปอยู่ที่อื่น มือเผลอยกขึ้นกดบริเวณหัวใจเล็กน้อย
เฟิงอู๋จี๋เอ่ย “เช่นนั้นก็เป็นเพราะวันนั้นอวี๋จิ้นชิงพูดอะไรบางอย่าง ทำให้หลายวันมานี้จิตใจท่านไม่อยู่กับเนื้อกับตัวมาตลอด”
เฟิงซุ่นอินปลดเสื้อคลุมกันลม ก้าวเท้าเข้าประตูจวน ขนตาหลุบลงปิดบังสีคล้ำใต้ดวงตา ไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น
ฟ้าใกล้มืดแล้ว สาวใช้จุดตะเกียงขึ้นภายในห้องของนาง แสงที่ลอดออกมาบนระเบียงทางเดินสะท้อนเงากระดำกระด่าง
นางเดินขึ้นไปบนระเบียงทางเดิน ทันใดนั้นก็มองเห็นเงาร่างของมารดานาง จึงหยุดฝีเท้าอยู่ห่างออกไปหลายก้าว ไม่มีใครพูดอะไรทั้งสิ้น
เฟิงอู๋จี๋ก้าวฉับไวขึ้นหน้าไปประคองเจิ้งฟูเหรินแล้ว “ท่านแม่ ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน”
เจิ้งฟูเหรินมองเฟิงซุ่นอินด้วยแววตาไร้ประกายเฉกเช่นเดียวกับในอดีต “พวกเจ้าออกไปแก้แค้นกันมา?”
เฟิงอู๋จี๋มองไปทางเฟิงซุ่นอินอย่างระมัดระวัง ก่อนเอ่ยขัดขึ้น “ข้าเป็นคนอยากไปเอง ไม่เกี่ยวกับท่านพี่ ตอนนี้จับตัวคนได้แล้ว ท่านพี่เป็นคนจับได้!”
เฟิงซุ่นอินเอ่ย “ข้าไม่ใช่คนจับได้ เป็น…” นางชะงักเล็กน้อยถึงได้เอ่ยชื่อนั้นออกมา “มู่ฉางโจว ท่านย่อมรู้จักเขา”
เจิ้งฟูเหรินเอ่ยเสียงเรียบนิ่ง “รู้จักสิ เขาคือสามีเจ้า”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ก่อนพึมพำย้ำคำ “ใช่แล้ว สามีข้า”
ดูเหมือนจะไม่มีอะไรให้พูดต่อแล้ว นางมองเจิ้งฟูเหรินครู่หนึ่ง ท้องฟ้ามัวสลัว ระหว่างแสงเงาตะเกียงที่ตกกระทบเองก็คล้ายมองเห็นไม่ชัด เฉกเช่นเมื่อหกปีก่อนที่นางจากจวนสกุลเฟิงไปอยู่อารามเต๋า มองเห็นไม่ชัดเช่นเดียวกัน นางย่อกายลงคารวะ “เดิมทีข้ากลับมาเพื่อเยี่ยมครอบครัว ถือเสียว่าทักทายเรียบร้อยแล้วนะเจ้าคะ” พูดจบนางก็หันตัวเดินกลับไปที่ห้องเงียบๆ
เจิ้งฟูเหรินไม่ได้พูดอะไรทั้งนั้น