บทที่ 14
ราตรีนั้นมีฝนตกลงมาที่เหลียงโจวอย่างหาได้ยาก ทว่าพื้นยังไม่ทันเปียกก็หยุดลงแล้ว ย่อมไม่มีทางเป็นอุปสรรคต่อการออกไปทำงานข้างนอกในวันรุ่งขึ้น
มู่ฉางโจวเดินออกจากห้องหลักตั้งแต่เช้าตรู่ ชางเฟิงยืนรออยู่หน้าประตูแล้ว สองมือยกดาบของเขายื่นให้พร้อมกับรายงาน “ไปเชิญฮูหยินเรียบร้อยแล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวเดินออกไปข้างนอกเพียงไม่กี่ก้าวก็เห็นเฟิงซุ่นอินที่เดินออกมาจากห้องตะวันออก ต่างฝ่ายต่างมาเจอกันตรงระเบียงทางเดินพอดี
เฟิงซุ่นอินสวมชุดกระโปรงหรูฉวินแขนสอบผ้าแพรสีเขียวที่สะดวกต่อการออกไปข้างนอก มือถือหมวกม่านแพร หลังจากรู้ว่าวันนี้จะออกไปข้างนอกก็เตรียมตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อออกมาเจอกับเขาดวงตานางกลอกเล็กน้อย ก่อนเอ่ยขึ้นมาคล้ายหาเรื่องชวนคุย “ผ้าไหมที่เลือกให้พี่รองมู่ถูกส่งไปตัดชุดแล้วเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวได้ยินแล้วยิ้มน้อยๆ นึกถึงสถานการณ์เมื่อวานขึ้นมาทันที ก่อนออกจากห้องของนาง คำพูดจากปากนางก็เหลือแต่เรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์แล้ว วันนี้พบหน้ากลับยังพูดถึงขึ้นมาอีก เขาก้าวขึ้นระเบียง เดินออกไปข้างนอกพร้อมกับนาง “เช่นนั้นก็รบกวนอินเหนียงแล้ว”
เฟิงซุ่นอินเดินตามฝีเท้าของเขาพลางตอบรับส่งๆ “พี่รองมู่ชอบก็พอเจ้าค่ะ”
เซิ่งอวี่ที่ตามอยู่ด้านหลังนางมองสบตากับชางเฟิงที่อยู่ด้านข้างทีหนึ่ง จู่ๆ ก็รู้สึกว่าความสัมพันธ์ของผู้บัญชาการกับฮูหยินยิ่งดีขึ้นอีกแล้ว
หลังออกจากประตูจวน เฟิงซุ่นอินผ่อนฝีเท้าลงหนึ่งก้าว มองดูมู่ฉางโจวเหน็บดาบกับคล้องธนูแล้วขึ้นขี่ม้าก่อน นางถึงได้สวมหมวกม่านแพร เดินไปขึ้นม้าตัวที่อยู่ด้านข้าง ในใจคิดใคร่ครวญเรื่องตอบจดหมาย
เมื่อวานในห้องของนาง นางเบี่ยงประเด็นคำถามของเขาไปแล้ว แต่จะตอบจดหมายกลับอย่างไรกลับยังคิดไม่ตก พอใคร่ครวญไปมาก็ทำเอานางนอนหลับไม่สนิทตลอดทั้งคืน
ยังไม่ทันคิดเสร็จก็พลันสัมผัสได้ว่ามีสายตากำลังจ้องมองมาที่ตนเอง เฟิงซุ่นอินนั่งอยู่บนหลังม้าหันมองไป จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ที่คอยอยู่ท่ามกลางแถวพลธนูด้านหน้านั่งอยู่บนหลังม้านานแล้ว ขณะนี้แทบจะผละสายตาหลบไปพร้อมกัน คนหนึ่งดึงหนวดเครา อีกคนหนึ่งคล้ายกำลังมองเมฆครึ้มบนท้องฟ้า
นางตวัดสายตามองคนทั้งสองทีหนึ่ง รู้สึกว่าวันนี้พวกเขาทำตัวแปลกพิลึก แต่ก็ไม่มีใจจะสนใจ เพียงกระตุกบังเหียนควบม้าไปทางด้านซ้ายตามปกติ
ขบวนออกเดินทางอย่างชำนาญเส้นทาง
วันนี้เหมือนจะมีธุระหลายอย่าง เพิ่งถึงประตูเมืองทิศตะวันออกก็หยุดลง
ทหารรักษาการณ์บนกำแพงเมืองรีบรุดลงมายืนอยู่หน้าม้าของมู่ฉางโจว ก่อนยื่นบันทึกป้องกันเมืองให้อย่างนอบน้อม พร้อมรายงานเรื่องงานรักษาการณ์ จากนั้นจึงรายงานเรื่องสถานการณ์ที่สถานีส่งสารอีกด้วย “ระยะนี้มีคนส่งจดหมายไม่มาก เจ้าหน้าที่ตรวจสอบแล้วล้วนไม่พบความผิดปกติ เดิมทีจดหมายจากครอบครัวขุนนางก็น้อยอยู่แล้ว ระยะนี้ยิ่งไม่มีสักฉบับขอรับ”
มู่ฉางโจวพลิกเปิดบันทึกก่อนส่งคืนให้เขา “มีเรื่องค่อยรายงานอีกที”
ทหารรักษาการณ์รับคำสั่งแล้วกลับขึ้นไปบนกำแพง ขบวนคนถึงได้เดินทางออกนอกเมืองต่อ
เฟิงซุ่นอินได้ยินถ้อยคำเหล่านั้นของทหารรักษาการณ์แล้ว สายตาก็มองไปทางสถานีส่งสารซึ่งตั้งอยู่ตรงกำแพงเมืองอย่างอดไม่ได้
เหลียงโจวในปัจจุบันนอกจากลู่เถียวก็ไม่มีขุนนางจากข้างนอกคนอื่นอีก จะยังมีขุนนางที่ใดส่งจดหมายออกไป ก็มีเพียงนางที่จะหงุดหงิดกับเรื่องนี้ เช่นนั้นมิใช่มีไว้ตรวจสอบนางคนเดียวโดยเฉพาะหรอกหรือ นางดึงสายบังเหียนในมือพลางหันมองมู่ฉางโจวที่อยู่ด้านหน้าฝั่งขวา
คล้ายสัมผัสได้ เขาเองก็หันมองมาทางนางพอดี
ผ่านม่านโปร่งที่ขวางกั้นอยู่ สายตาของเฟิงซุ่นอินยังไม่ทันสบกับเขาก็หันหน้าหนีก่อนแล้ว แสร้งทำเป็นตั้งใจมองเส้นทางนอกประตูเมืองตรงหน้า