ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 13-15
ทว่าเพิ่งออกจากประตูเมืองทิศตะวันออก ม้าเร็วตัวหนึ่งก็ควบห้อตะบึงเข้ามาใกล้ตรงหน้า ก่อฝุ่นควันตลบยาวมาตามทางด้านหลัง
เฟิงซุ่นอินหันมองไป บนม้าเป็นพลทหารนายหนึ่ง เขามุ่งตรงมายังขบวน หลังหยุดลงไม่ทันลงจากหลังม้าก็คารวะให้กับมู่ฉางโจวก่อนแล้ว จากนั้นรีบร้อนรายงานจางจวินเฟิ่งว่า “ท่านรอง เกิดเรื่องขึ้นในค่ายขอรับ!”
จางจวินเฟิ่งได้ยินแล้วกระตุ้นม้าออกไปข้างนอกหนึ่งก้าว “เกิดเรื่องกับค่ายทหารที่ข้าคุม?”
มู่ฉางโจวเอ่ย “เจ้านำไปก่อน”
จางจวินเฟิ่งรับคำสั่ง จากนั้นควบม้าติดตามพลทหารนายนั้นไปอย่างรวดเร็วทันที
มู่ฉางโจวนำขบวนเดินทางต่อไปข้างหน้าด้วยความเร็วเท่าเดิม
เฟิงซุ่นอินจดจำเส้นทางเอาไว้แล้ว เป็นทางเดียวกับที่ไปค่ายทหารก่อนหน้านี้
ในไม่ช้าก็มาถึงจุดหมาย ค่ายทหารขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิมมาก ค่ายเดิมที่ตั้งอยู่ติดกับภูเขาตอนนี้ได้ขยายออกไปทางแนวราบ มีกระโจมทหารเพิ่มขึ้นมาไม่น้อยเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองรอบหนึ่ง คิดในใจว่า ทหารหาญห้าพันนายของซั่นโจวน่าจะเข้าร่วมที่นี่แล้ว
เพิ่งมาถึงหน้าประตูค่าย จางจวินเฟิ่งก็กลับออกมาแล้ว ซ้ำยังขี่ม้าอยู่ด้วย บรรดาทหารในค่ายด้านหลังต่างถืออาวุธ เหมือนว่าเพิ่งสยบความวุ่นวายลง ยังพอมีเสียงโหวกเหวกให้ได้ยินประปราย
จางจวินเฟิ่งขี่ม้ามาตรงหน้ามู่ฉางโจวแล้วรายงานทันที “ท่านผู้บัญชาการ อดีตรองแม่ทัพของกองทัพซั่นโจวก่อความวุ่นวาย ตอนนี้ถูกคุมตัวไว้แล้วขอรับ”
มู่ฉางโจวผงกศีรษะ ดูเหมือนจะไม่ได้แปลกใจแต่อย่างใด เขานั่งอยู่บนหลังม้าเอ่ย “ไต่สวนให้แน่ชัดว่ามีแผนการอะไร มีเจตนายุแยงหรือไม่ ถามรู้แน่ชัดแล้วค่อยส่งเขาออกเดินทาง” เสียงทุ้มออกคำสั่งอย่างเย็นชา
เฟิงซุ่นอินหันมองเขาอย่างแปลกใจ
มู่ฉางโจวเองก็หันมามองนางคล้ายนึกขึ้นได้ ก่อนกระตุกบังเหียนขี่ม้าไปทางซ้ายของนาง
จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ก็ควบม้าตามไปทันที ดูเหมือนเขาจะไปสั่งการต่อ
เฟิงซุ่นอินไม่ได้ยินอีกว่าเขาพูดอะไร เห็นแค่ว่าหูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งตามกันเข้าไปในค่าย จากนั้นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ข้างในนั้นก็เงียบสงบลง
นางเม้มปากน้อยๆ ก่อนหันมองเงาร่างบนหลังม้าด้านซ้ายปราดหนึ่ง ไม่ได้ตกใจกับคำสั่งทางการทหารเช่นนี้ การก่อเรื่องในกองทัพมีโทษหนักอยู่แล้ว แต่ตกใจที่คำพูดนี้ออกมาจากปากเขาอย่างนิ่งสงบเพียงนี้ ราวกับเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง
มู่ฉางโจวไม่ได้เข้าไปในค่ายทหารด้วย จนกระทั่งพลทหารนายหนึ่งมารายงานว่าเรื่องสงบลงแล้ว เขาถึงได้ขี่ม้ากลับมาทางขวาของเฟิงซุ่นอิน มองนางแล้วเอ่ย “ไปกันเถิด”
ขบวนเดินทางผ่านหน้าค่ายทหาร มุ่งไปข้างหน้าต่อราวกับไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น
เฟิงซุ่นอินกุมสายบังเหียนทำเป็นไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเช่นกัน เพียงมองไปทางเขาอีกวูบหนึ่ง ก่อนที่จู๋ๆ ก็คิดขึ้นมาว่า ไม่รู้ว่าเขาปฏิบัติต่อสายลับจงหยวนที่จับได้อย่างไร…
ขบวนมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออก
เฟิงซุ่นอินเก็บความคิดกลับมาแล้วขี่ม้าตามอยู่ด้านหลังทางซ้ายของมู่ฉางโจวในระยะห่างที่พอเหมาะ ระหว่างทางนางคิดคำนวณระยะทางในใจ รู้ตัวอีกทีพวกเขาก็เดินทางมาทางตะวันออกไกลมากแล้ว ไกลจนนางรู้สึกว่าเหมือนมุ่งหน้าเข้าสู่แผ่นดินจงหยวน นางมองท้องฟ้าทีหนึ่ง กระทั่งฟ้าที่เดิมทีอึมครึมยังเผยดวงอาทิตย์ให้เห็นแล้วด้วยซ้ำ
ด้านหลังมีเสียงกีบเท้าม้าเร่งร้อนดังมา จางจวินเฟิ่งกับหูเป้ยเอ๋อร์ห้อตะบึงม้าตามมาถึงแล้ว ตรงเข้าหามู่ฉางโจว
เฟิงซุ่นอินเหลือบเห็นแล้วก็หันหน้าไปอีกทางไม่ได้มองนาน รู้ว่าจัดการเรื่องในค่ายทหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว พวกเขาจึงรีบมารายงานผล
ไม่ผิดจากที่คาด จางจวินเฟิ่งเข้าใกล้แล้วรายงานทันที “ท่านผู้บัญชาการวางใจได้ จัดการเรียบร้อยแล้วขอรับ”
หูเป้ยเอ๋อร์แค่นหัวเราะเสียงดังอย่างไม่ยี่หระ “ตอนก่อเรื่องไม่รู้จักหนักเบา ตอนจะถูกจัดการถึงรู้จักวิงวอนขอร้อง…”
มู่ฉางโจวพลันมองเขาทีหนึ่ง ก่อนกระตุกบังเหียนขี่ม้าออกไปทางด้านซ้าย
หูเป้ยเอ๋อร์ถูกเขามองก็เงียบลงทันที ก่อนจะตามไปอย่างเข้าใจ จากนั้นหัวเราะแห้งๆ เอ่ยเสียงเบาลง “ท่านผู้บัญชาการกำลังห่วงใยฮูหยินสินะ พอได้ยินรายละเอียดมาจากทางท่านรองบ้างแล้ว ท่านผู้บัญชาการกับฮูหยินเคยมีอดีตร่วมกัน มิน่าเล่าตอนเพิ่งแต่งงานถึงดูสนิทสนมกันแล้ว เห็นทีที่ข้าไปรับตัวเจ้าสาวมาจะยังมีความดีความชอบ ยามนี้ท่านผู้บัญชาการได้นอนกอดโฉมงามทุกค่ำคืน ทั้งยังเป็นคนคุ้นเคยจากอดีตอีก มิใช่ว่ายิ่งควรตกรางวัลข้าหรือขอรับ”
จางจวินเฟิ่งที่ตามมาด้านข้างได้ยินคำพูดหยาบโลนของอีกฝ่ายแล้วกลอกตาใส่
มู่ฉางโจวเหยียดยิ้ม นอนกอดโฉมงามทุกค่ำคืน คนคุ้นเคยจากอดีต? เขามองไปทางเฟิงซุ่นอิน เห็นนางขี่ม้าหันหน้ามองไปทางอื่นคล้ายไม่สนใจทางด้านนี้เช่นกัน เขามองหูเป้ยเอ๋อร์ทีหนึ่ง “รายงานเหตุการณ์ให้ข้าฟังโดยละเอียด”
หูเป้ยเอ๋อร์เลิกเล่นทันที ก่อนรายงานสถานการณ์การจัดการในค่ายทหารให้เขาฟังโดยละเอียด
เฟิงซุ่นอินกวาดตามองรอบข้างเสร็จไปรอบหนึ่ง นางคำนวณระยะห่างเรียบร้อย ภูมิประเทศก็ดูเสร็จแล้ว เมื่อหันไปมองทางสามคนนั้นอีกทีก็เห็นว่าพวกเขาขี่ม้ารั้งอยู่ทางซ้าย ยังคงพูดคุยกันอยู่
นางตัดสินใจขี่ม้าออกไประยะหนึ่งเสียเลย ไปดูทางฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ แสงแดดบางตา เมฆยังคงหนาชั้น ดูสลัวรางราวกับมีหมอกลง มองเห็นอะไรไม่ชัดทั้งนั้น ฝั่งนั้นคือทิศของฉินโจว อยู่ห่างไกลออกไปหลายร้อยหลี่ ไม่มีทางมองเห็นอะไรทั้งนั้น
เฟิงซุ่นอินเริ่มคิดว่าควรจะทำอย่างไรกับจดหมายขึ้นมาอีกแล้ว นางลูบไล้ม่านโปร่ง หัวคิ้วขมวดแน่นก้มหน้าลง ทันใดนั้นก็มองเห็นรอยเท้าม้าบนพื้นชุดหนึ่ง นางรีบรั้งบังเหียนทันใด ม้าของนางถูกรั้งหลบทันท่วงทีถึงได้ไม่เหยียบลงไป
“ทุกคนอย่าขยับ” มู่ฉางโจวเอ่ยขึ้นกะทันหัน
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าเห็นเขาย้อนกลับมาจากทางซ้ายนานแล้ว กำลังกระตุกบังเหียนขี่ม้าขึ้นไปบนเนินดินลูกหนึ่ง ก่อนหยุดยืนอยู่ตรงนั้นคล้ายกำลังฟังเสียงความเคลื่อนไหว เพียงครู่เดียวก็ลงจากหลังม้าแล้วออกคำสั่ง “หยุดตรวจสอบบริเวณนี้รอบหนึ่ง”
ทุกคนทยอยกันลงจากหลังม้าทันที
Comments



