เฟิงซุ่นอินมองเขาชั่วขณะ ครั้งก่อนก็เคยเห็นการกระทำเช่นนี้ของเขาแล้ว นางตามลงจากหลังม้า
มู่ฉางโจวคลายมือจากบังเหียนม้าเดินมาหานาง ระหว่างเดินก็มองหูเป้ยเอ๋อร์ปราดหนึ่ง
เฟิงซุ่นอินเห็นเขาเดินตรงมาหาตนเอง นางชำเลืองมองพื้นดิน เดาว่าเขาน่าจะสังเกตเห็นแล้วจึงหลบไปสองก้าว
หูเป้ยเอ๋อร์ได้รับสายตาจากเขาจึงตามมา เมื่อมองเห็นพื้นก็นั่งยองๆ ลงลูบคลำตรวจสอบรอยเท้าม้าชุดนั้นทันที
มู่ฉางโจวหลุบตามองสั้นๆ ก่อนหันมองเฟิงซุ่นอินทีหนึ่ง นางหันหน้ามองไปทางอื่นอีกแล้ว ราวกับไม่สนใจเรื่องนี้สักนิด แต่เมื่อครู่นี้เขามองเห็นชัดเจนว่านางหลบเลี่ยงรอยเท้าม้าชุดนี้ทันท่วงที
“ท่านผู้บัญชาการ เหมือนจะเป็นม้าของจงหยวนขอรับ” หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยเสียงเข้ม “เหลียงโจวไม่ตีเกือกม้าเช่นนี้”
เฟิงซุ่นอินมองไปอย่างห้ามไม่ได้ นางขมวดคิ้วอยู่หลังม่านโปร่ง ก่อนหันตัวเดินผละจากไปสองสามก้าว ในใจคิดว่า หากรู้แต่แรกคงให้ม้าย่ำทับไปแล้ว
“อินเหนียงคิดอย่างไร” เสียงของมู่ฉางโจวดังขึ้นจากทางฝั่งขวากะทันหัน
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ก่อนหันมองไป “พี่รองมู่มาถามข้าด้วยเหตุใดเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวเดินเข้ามาใกล้พร้อมกับมองนาง “ข้าออกห่างจากจงหยวนมานาน ไม่แน่ชัดถึงสถานการณ์ทางด้านนั้น อินเหนียงเพิ่งมาที่นี่อาจจะรู้ชัด”
เฟิงซุ่นอินสงบจิตใจลง บนใบหน้าไร้คลื่นอารมณ์ “ข้าไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้เสียหน่อยเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวไม่ได้พูดอะไร แค่ยังคงมองนาง
เฟิงซุ่นอินเห็นแววตาของเขาผ่านม่านโปร่งก็จงใจเปลี่ยนหัวข้อ “เมื่อครู่นี้พี่รองมู่บอกให้หยุด ไปฟังเสียงอะไรหรือเจ้าคะ”
หูเป้ยเอ๋อร์ลุกขึ้นยืน ก่อนเอ่ยขึ้นจากทางนั้นอย่างได้ใจ “ย่อมฟังเสียงความเคลื่อนไหว โสตประสาทของท่านผู้บัญชาการยอดเยี่ยมมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!” พูดจบพลันปรายตามองนาง “เอ๋? ท่านไม่ใช่ควรรู้หรือ”
เฟิงซุ่นอินหันมองหูเป้ยเอ๋อร์ทีหนึ่ง อะไรที่ข้าควรรู้เล่า ต่อมามองเห็นนัยน์ตากลมโตแสดงความสงสัยของเขา สลับกับมองจางจวินเฟิ่งด้านข้างเขาที่เหลือบมองมาอีกที นางก็เริ่มเข้าใจขึ้นมา
มู่ฉางโจวมองรอยเกือกม้าอีกครั้ง คาดเดาว่าผู้ที่มาน่าจะจากไปไกลแล้ว บอกให้พวกเขาไปสำรวจรอบข้างต่อ
หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งรับคำสั่งแล้วพาคนออกไปดูรอบๆ
เฟิงซุ่นอินเห็นพวกเขาผละจากไปแล้วก็กดเสียงต่ำลงแล้วถาม “พี่รองมู่บอกเรื่องในอดีตของพวกเรากับพวกเขาแล้วหรือ” เพิ่งถามเสร็จเห็นมู่ฉางโจวเงยหน้ามองมา คิ้วคล้ายเลิกขึ้นเล็กน้อย มุมปากเผยรอยยิ้มบาง นางมุ่นคิ้วถาม “อันใดหรือเจ้าคะ”
มู่ฉางโจวเดินเข้าใกล้หนึ่งก้าวเพื่อป้องกันไม่ให้ผู้อื่นได้ยิน ก่อนผินหน้าเข้าใกล้หูขวาของนางพอดี แล้วเอ่ยเสียงเบา “ไม่มีอะไร แค่กำลังคิดว่าระหว่างพวกเรามีอดีตเช่นไรบ้างเท่านั้น”
เฟิงซุ่นอินเม้มปาก ไม่มีอดีตอะไรทั้งนั้น หากคิดเล็กคิดน้อยก็มีเพียงเรื่องปฏิเสธการแต่งงานแล้วเท่านั้น ทันใดนั้นนางพลันเข้าใจขึ้นมา มิน่าเล่าเขาถึงรู้เรื่องปฏิเสธการแต่งงาน ทั้งยังคิดถึงคำพูดตอนที่ฮูหยินผู้บัญชาการใหญ่มอบตำราให้นาง จะต้องถูกเขาได้ยินเข้าแน่นอน เขาถึงได้พูดว่านางไม่จำเป็นต้องใช้งานสิ่งของในนั้น นางมองเขาอย่างห้ามไม่อยู่ ใบหูร้อนผ่าวขึ้นมาเล็กน้อย “ท่าน…หูดีมากจริงๆ หรือ”
มู่ฉางโจวเอ่ย “พอใช้ได้ แล้วก็พอจะอ่านปากเป็นด้วย” พูดมาถึงตรงนี้เขาพลันชะงัก มองหูซ้ายของนางทีหนึ่ง
เฟิงซุ่นอินถามโดยไม่รู้ตัว “อะไรอีกเจ้าคะ”
นางกลัวว่าเขาจะถามเรื่องเกือกม้าขึ้นมาอีก
มู่ฉางโจวมองใบหน้านางแล้วตอบ “ไม่มีอะไร” พูดจบก็ผละจากไปตรวจสอบรอบข้างต่อ
เมื่อครู่นี้เกือบจะพูดว่า ‘บังเอิญนัก พวกเรากลายมาเป็นสามีภรรยากัน กลับคล้ายเป็นเรื่องที่ถูกลิขิตมาแล้ว’ แต่เพียงวาบผ่านไปในใจก็ถูกกลืนกลับลงไปแล้ว