จวบจนดวงอาทิตย์ขึ้นสูงกว่าเดิม ผ่านไปเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว มู่ฉางโจวถึงยกมือขึ้นเล็กน้อย
ทุกคนหยุดลง หูเป้ยเอ๋อร์กระโดดลงจากหลังม้า วิ่งไปทางเนินดินด้านหน้า เขานั่งยองๆ ลงข้างเนินแล้วคลำตรวจสอบมองสำรวจอยู่นาน ก่อนลุกขึ้นตะโกน “มีจริงๆ ด้วย!”
จางจวินเฟิ่งขี่ม้าเข้าหา จากนั้นหันมาเอ่ยกับมู่ฉางโจว “เป็นรอยเกือกม้าแบบเดียวกับก่อนหน้านี้ แต่เพิ่มมาหนึ่งชุดขอรับ”
มู่ฉางโจวมองไปข้างหน้า “เจ้ารออยู่ที่นี่ ปกป้องฮูหยิน” พูดจบเขาหันมองหูเป้ยเอ๋อร์ต่อ “เจ้าเลือกคนมาแล้วตามข้าไป”
หูเป้ยเอ๋อร์ขึ้นม้าทันที จากนั้นเรียกพลธนูจำนวนหนึ่งมาแล้วติดตามมู่ฉางโจวไป
มู่ฉางโจวหันมองเฟิงซุ่นอินแวบหนึ่ง ก่อนหันกลับไปแล้วกระตุ้นม้า นำกลุ่มคนวิ่งห้อตะบึงออกไป
เฟิงซุ่นอินที่นั่งอยู่บนหลังม้าเห็นเขาควบม้าห้อตะบึงจากไปก็ลอบโล่งอก นึกไม่ถึงว่าจะคาดเดาถูก ไม่ใช่ม้าที่มาจากทางจงหยวนจริงๆ ด้วย แค่ไม่แน่ใจว่าเป็นฝีมือสร้างความสับสนของคนจากดินแดนเหอซีของพวกเขาเองหรือไม่
นางรั้งบังเหียนเบาๆ หันไปมองจางจวินเฟิ่งที่ขี่ม้าอยู่ด้านข้าง ก่อนคิดแล้วจงใจเอ่ย “ท่านผู้บัญชาการดูแลกิจทหารและงานเมืองของเหลียงโจว และยังมีส่วนร่วมในกิจการพลเรือนด้วย ทำงานตำแหน่งสำคัญของเหอซีแล้ว ในอาณาเขตเหอซียังมีคนต่อกรกับเขาอีกหรือไร”
จางจวินเฟิ่งคุมกำลังพลธนูที่เหลือ เดิมทีตั้งใจจะอยู่เฉยๆ ด้านข้างทำตัวเป็นองครักษ์จำเป็นต่อไป นึกไม่ถึงว่าวันนี้นางกลับเอ่ยปากพูดคุยกับตนเองก่อน เขามองนางแวบหนึ่งถึงได้ตอบ “ฮูหยินคงไม่คิดว่าตำแหน่งผู้บัญชาการเป็นกันง่ายหรอกนะ ตลอดเจ็ดปีท่านผู้บัญชาการเดินมาทีละก้าวๆ ถึงได้เดินมาถึงทุกวันนี้”
แววตาของเฟิงซุ่นอินวูบไหว พลันนึกที่ลู่เถียวเคยบอกว่ามู่ฉางโจวมาจากสายบัณฑิตขึ้นมาได้ ทั้งยังได้ครองตำแหน่งสูงตั้งแต่อายุยังน้อย มีหลายคนที่เห็นเขาขัดตา บางทีอาจเป็นเรื่องจริง นางจึงเม้มปากไม่พูดอะไรอีก
จางจวินเฟิ่งเองก็ไม่ได้พูดอะไรมาก ไม่ว่ามองอย่างไรก็รู้สึกว่าฮูหยินท่านนี้เป็นชั้นวางประดับ* ชิ้นหนึ่ง ความคิดจะเรียบง่ายเกินไปแล้ว คิดว่าตำแหน่งผู้บัญชาการนั้นง่ายดายถึงเพียงนั้นหรือ เขาขี่ม้าถอยห่างออกไปสองก้าวเสียเลย ทำหน้าที่เป็นองครักษ์จำเป็นของตนต่อไปก็พอแล้ว
เมื่อไร้บทสนทนา รอบด้านก็เงียบสงัด
รออยู่ที่นี่เฉยๆ เป็นเวลานาน เฟิงซุ่นอินสำรวจภูมิประเทศรอบข้างทั่วแล้วด้วยซ้ำ ในที่สุดก็ได้ยินเสียงกีบเท้าม้าดังมาจากที่ไกลๆ
นางมองหาถึงได้พบว่าเสียงมาจากทางด้านข้าง ก่อนจะเห็นมู่ฉางโจวที่กำลังห้อตะบึงมาทันที นี่ไม่ใช่ทิศทางที่เขาไปก่อนหน้านี้ น่าจะจงใจเลือกทางลัดกลับมา
หูเป้ยเอ๋อร์นำพลธนูตามติดมาด้านหลัง
เมื่อม้าเข้ามาใกล้แล้วจึงรั้งบังเหียนหยุด มู่ฉางโจวถือธนูดึงสายบังเหียน อีกมือหนึ่งยังกุมลูกธนูไว้สามดอก ก่อนหันไปยื่นให้กับพลธนูที่อยู่ด้านหลัง “เช็ดให้สะอาด ห้ามทิ้งร่องรอยเอาไว้”
พลธนูรับไปพร้อมตอบรับ ก่อนยื่นผ้าผืนหนึ่งให้กับเขา
เฟิงซุ่นอินมองอยู่ด้านข้างเงียบๆ บนหัวธนูทั้งสามดอกต่างย้อมด้วยเลือด ไหลอาบมาถึงตัวก้าน หลังมือของเขาเองก็เปรอะเลือด พอเขารับผ้าจากพลธนูมาเช็ดเลือดออกแล้วก็ส่งคืนให้อีกฝ่าย
พลธนูนำผ้ามาเช็ดหัวธนูต่อทันที หลังจากเช็ดจนสะอาดแล้วก็เก็บเข้าซองธนูหลังม้าของเขา จัดการรวดเร็วช่ำชองราวกับลูกธนูสามดอกนี้ไม่เคยเปื้อนเลือดมาก่อน
แววตาของเฟิงซุ่นอินเฉมองบนพื้น เดาว่านี่คงไม่ใช่ครั้งแรก สมัยก่อนนางรู้สึกว่าอย่างมากมือข้างนั้นของเขาก็จับพู่กันจับแท่งหมึก ไม่เคยคิดว่าจะได้มาเห็นด้านเช่นนี้ของเขาในสักวัน…
จางจวินเฟิ่งถึงได้ขี่ม้าเข้าใกล้ “ดูท่าท่านผู้บัญชาการจะจัดการเรียบร้อยแล้ว”
หูเป้ยเอ๋อร์หัวเราะเสียงเย็นทีหนึ่ง “พวกลิ่วล้อสามตัว! เกือบจะไล่ตามไม่ทันอยู่แล้ว โชคดีที่ท่านผู้บัญชาการไปทางลัดจึงยิงธนูเก็บไปคนละดอก!” เขาพูดถึงตรงนี้ก็มองเฟิงซุ่นอินไปที เห็นมู่ฉางโจวไม่แสดงเจตนาหลบเลี่ยงถึงได้พูดต่อ “น่าจะเป็นทหารกานโจว”
ประโยคสุดท้ายยังคงจงใจกดเสียงลงเล็กน้อย แต่เฟิงซุ่นอินยังคงได้ยิน นึกไม่ถึงว่าจะเป็นทหารจากเมืองในดินแดนเหอซีเองจริงๆ นางช้อนสายตามองมู่ฉางโจวอย่างห้ามไม่ได้