ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน ท่านผู้เป็นดั่งดวงใจ บทที่ 4-6
ตามด้วยได้ยินเสียงดังขึ้นจากอีกคน “รองผู้บัญชาการแห่งเหลียงโจวจางจวินเฟิ่งมารับฮูหยินเข้าเมืองขอรับ!”
เสียงที่ตามหลังมานี้ไม่ได้ทุ้มใหญ่เท่าหูเป้ยเอ๋อร์ แต่เฟิงซุ่นอินยังคงได้ยินชัดว่าเขามีนามว่าอะไร ซ้ำยังไม่ใช่เสียงที่ไม่คุ้น…เงาร่างผ่ายผอมที่นางคารวะผิดไปเมื่อคืน รวมถึงเสียงด่าทอว่านางหูหนวกที่ลอยมาตามลมก่อนหน้านี้ล้วนมาจากเสียงนี้ ไม่แน่อาจเป็นคนที่ยิงธนูใส่นางคนนั้นอีกด้วย
เดิมทีนางตั้งใจจะก้าวออกไปตอบรับ ขณะนี้กลับไม่รีบร้อนอีก ในเมื่อด่าว่านางหูหนวก เฟิงซุ่นอินจึงตัดสินใจไปยืนหลบอยู่ข้างบานหน้าต่าง แสร้งทำเป็นไม่ได้ยินเสียเลย
สองคนที่อยู่ในลานน่าจะแปลกใจที่ไม่ได้ยินเสียงตอบรับ ปากพูดอะไรกันสักอย่าง
เฟิงซุ่นอินได้ยินไม่ชัด นางถอดหมวกม่านแพรออก เขยิบตัวเข้าใกล้บานหน้าต่างถึงได้ยินว่าพวกเขามาอยู่ข้างนอกห้องโถงกันแล้ว คล้ายกำลังถามสาวใช้คนหนึ่ง
“ฮูหยินไม่อยู่รึ” หูเป้ยเอ๋อร์ถาม
ไม่รู้ว่าสาวใช้ตอบอย่างไร นางได้ยินไม่ชัด
เขาเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “อะไรคืออาจกลับห้องไปอีกแล้ว ยังไม่รีบไปเชิญมาอีก!”
สาวใช้น่าจะรีบรุดไปดูที่ห้องพักทันที
หูเป้ยเอ๋อร์พึมพำขึ้นมากะทันหัน “ท่านรอง ไม่ใช่ข้าว่าท่านนะ แต่วันนี้ไม่ควรเป็นท่านมาที่นี่จริงๆ!”
ผู้ที่มีนามว่าจางจวินเฟิ่งถามกลับทันที “เป็นข้าแล้วมีปัญหาอันใด”
“เมื่อคืนท่านตามท่านผู้บัญชาการออกมารับคน ก่อนหน้าจะยิงธนูใส่โจรเป็นท่านที่ด่าคนไว้รุนแรงที่สุด! ข้าอยู่ห่างตั้งไกลเพียงนั้นยังได้ยิน!” น้ำเสียงของหูเป้ยเอ๋อร์ฟังดูลับๆ ล่อๆ “ท่านนึกว่าฮูหยินคนใหม่ผู้นั้นเป็นคนใจดีหรือ ถุย! ข้าเคยโดนนางเอาคืนมาแล้ว! ทั้งได้ยินว่าท่านยังยิงธนูใส่นางด้วย!”
เฟิงซุ่นอินยืนจัดม่านโปร่งของหมวกอยู่ข้างบานหน้าต่าง ขณะคิดในใจว่า เขายังฉลาดน่าดู
จางจวินเฟิ่งเอ่ย “แล้วเกี่ยวอะไรกับข้าเล่า ตอนนั้นลูกธนูถูกพาดบนสายแล้ว จะเรียกอย่างไรนางก็ไม่ฟัง…” ประโยคหลังพูดอะไรได้ยินไม่ชัดนัก จากนั้นเสียงของเขาก็ดังขึ้นมาอีกครั้ง “ธนูนั่นแน่นอนว่าท่านผู้บัญชาการเป็นคนยิง ข้ายิงแม่นเท่าเขาที่ใดกันเล่า!”
เฟิงซุ่นอินมุ่นหัวคิ้ว มู่ฉางโจวเป็นคนยิง?
“ข้าว่าฮูหยินคนใหม่ผู้นี้ไม่เพียงแต่หูไม่ดี สายตาเองก็ไม่ดีด้วย นึกไม่ถึงว่าเมื่อคืนยังจะคารวะข้า รูปโฉมอย่างท่านผู้บัญชาการยังถูกนางมองข้ามได้อีก…” จางจวินเฟิ่งที่อยู่ข้างนอกยังคงพูดต่อด้วยเสียงดังสลับเบา
เฟิงซุ่นอินขมวดคิ้วเหลือบมองออกไปข้างนอกหน้าต่าง หน้าต่างเปิดอยู่เพียงครึ่งบาน มองไม่เห็นเงาร่างของพวกเขา
หูเป้ยเอ๋อร์เองก็ไม่รู้ว่าบ่นพึมพำอะไร ในไม่ช้าก็หมดความอดทน “เหตุใดยังไม่มาอีก!”
จางจวินเฟิ่งเอ่ยขัดเขา “เจ้าพูดเสียงเบาสักหน่อยได้หรือไม่ ท่านผู้บัญชาการนำมาก่อนแล้ว ไม่แน่ว่าอาจรออยู่ในห้องโถงก็ได้ หากชอบตะโกนก็ไปตะโกนที่อื่นเสีย!”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง ผู้ใดอยู่ในห้องโถงนะ! ทันใดนั้นนางก็รู้สึกตัวขึ้นมา หันมองเข้าไปข้างในห้อง
ตอนเดินเข้ามานางไม่ได้สังเกตเพราะคิดว่าไม่มีใครอยู่ จึงไม่ได้ตั้งใจมองโดยละเอียด ชั่วขณะนี้ถึงเห็นว่าด้านหน้าโต๊ะตรงกลางห้องวางฉากบังลมเตี้ยบานเดี่ยวขึงด้วยผ้าสีเรียบผืนบางเอาไว้ ด้านหลังฉากบังลมเตี้ยใกล้กับโต๊ะมีเงาคนนั่งหันข้างอยู่บนเก้าอี้ พอจะมองเห็นเลือนรางว่าเขาพาดเท้าที่สวมรองเท้าหุ้มข้อยาวกับขอบเก้าอี้
เฟิงซุ่นอินเดินไปทางด้านนั้นสองก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนมองเห็นเงาร่างคนผู้นั้นขยับกะทันหัน ฉากบังลมแผ่นบางถูกดันเปิดเสียงดังสวบสาบ
นางชะงักฝีเท้า สายตาสบประสานกับเขาเข้าโดยไม่ทันตั้งตัว
มู่ฉางโจวสวมชุดคลุมผ้าไหม รวบผมและรัดแขนเสื้ออย่างเรียบร้อย นั่งหลังตรงมองนาง
เมื่อคืนฟ้ามืดมองเห็นไม่ชัดนัก แต่ตอนนี้เฟิงซุ่นอินมองเห็นถนัดเต็มสองตาแล้วว่าเป็นมู่ฉางโจวจริงๆ
แต่เขาเปลี่ยนไปมาก ใบหน้ายังคงมีเค้าเดิม ทว่าเติบโตเต็มที่แล้ว คิ้วองอาจ นัยน์ตาทอประกาย จมูกโด่งรั้น ริมฝีปากบาง สลัดหลุดความไร้เดียงสาในวัยเยาว์จนหมดสิ้น กลายมาเป็นรูปโฉมของบุรุษเต็มตัว
หลังมองสบตากันเงียบๆ เป็นเวลานาน ดั่งการประจันหน้ากันที่ไม่มีใครยอมใคร เฟิงซุ่นอินเม้มริมฝีปาก สุดท้ายยังคงเอ่ยปากขึ้นก่อน “พี่รองมู่”
มู่ฉางโจวยังคงมองนาง “ข้ายังนึกว่าอินเหนียง* จดจำข้าไม่ได้แล้วเสียอีก” น้ำเสียงทุ้มต่ำอบอุ่นเฉกเช่นเมื่อคืน
เฟิงซุ่นอินลอบขมวดคิ้วกับตนเอง ที่แท้เขาจดจำนางได้แต่แรกแล้ว นึกไม่ถึงว่าเขาจะเรียกนางเช่นนี้ ไม่มีใครเรียกนางเช่นนี้มานานแล้ว สมัยก่อนตอนอยู่ที่จวนสกุลเฟิงเขาเคยเรียกนางเช่นนี้หรือ นางไม่เคยสังเกตมาก่อน
เฟิงซุ่นอินมองเขาอีกครั้ง นึกถึงคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่นี้แล้วก็เอ่ยอย่างแฝงความนัย “ไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปี พี่รองมู่ดูเปลี่ยนไปมากเกินไปแล้ว” เปลี่ยนไปมากจริงๆ นึกไม่ถึงว่าจะยิงธนูสกัดขานางได้แล้วด้วย
มู่ฉางโจวเหยียดยิ้มมุมปาก “ไม่ได้พบหน้ากันนานหลายปีจริงๆ” พูดจบเขาก็ลุกขึ้นเดินออกมากะทันหัน
เฟิงซุ่นอินเงยหน้ามองเขาโดยไม่รู้ตัว พร้อมนึกประหลาดใจ เขาสูงเพียงนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน
มู่ฉางโจวเดินเข้ามาใกล้อีกสองสามก้าว เขาสูงกว่านางเกือบหนึ่งช่วงศีรษะ ชุดผ้าไหมบนร่างใหญ่หลวม สายรัดเอวกับปลอกแขนกลับรัดแน่น ยิ่งขับเน้นความไหล่กว้างเอวสอบ รูปร่างดั่งต้นสนของเขา
เขาเดินผ่านข้างกายนางไปถึงตรงประตู โบกมือออกไปข้างนอกเล็กน้อยก่อนหันกลับมาถาม “พวกเราไม่ได้พบหน้ากันมานานเพียงใดแล้ว”
เฟิงซุ่นอินได้สติกลับมา นึกตามแล้วตอบ “เจ็ดปีเจ้าค่ะ”
มู่ฉางโจวคล้ายย้อนรำลึกเช่นกัน ก่อนผงกศีรษะ “ย้อนคิดดูแล้ว ตั้งแต่เจ้าปฏิเสธการแต่งงานในงานเลี้ยงที่แม่น้ำชวีเจียงปีนั้นก็ไม่เคยพบหน้ากันอีก ผ่านมาเจ็ดปีได้แล้วจริงๆ”
น้ำเสียงของเขาเป็นปกติ ราวกับแค่พูดเรื่องไม่สลักสำคัญเรื่องหนึ่ง แต่เฟิงซุ่นอินกลับเหมือนถูกกระตุ้นความทรงจำในคืนนั้น นางนึกถึงบิดาขึ้นมาอีกครั้ง ทว่าเพิ่งจะหลุบตาลงก็พลันสัมผัสได้ถึงความผิดปกติ นางจึงหันไปมองเขาใหม่
มู่ฉางโจวชิงเดินนำออกจากห้องโถงไปก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”
เฟิงซุ่นอินตกตะลึง เมื่อครู่นี้เขาพูดว่าอะไรนะ ปฏิเสธการแต่งงาน? เขารู้เรื่องที่ข้าเคยปฏิเสธการแต่งงานกับเขาด้วยหรือ!
Comments



