บทที่ 5
ข้างนอกที่พักรับรองมีคนนำรถม้าออกมารอ เตรียมพร้อมออกเดินทางแล้ว
หูเป้ยเอ๋อร์เพิ่งขึ้นขี่หลังม้า ในมือยังจูงม้าตัวสูงใหญ่สีดำขลับอีกตัวเอาไว้ด้วยพลางหันมองไปทางประตูลาน
จางจวินเฟิ่งขี่ม้าอยู่ด้านข้างเขา เอาแต่คอยมองไปทางประตูลานเช่นเดียวกัน
เพิ่งมองได้ไม่นานก็เห็นมู่ฉางโจวเดินออกมาจากลานเรือน ก้าวตรงไปรับสายบังเหียนจากมือหูเป้ยเอ๋อร์ด้วยตนเอง ก่อนจับรวบชายชุด เหยียบโกลนขึ้นขี่ม้า
หูเป้ยเอ๋อร์เอ่ยทันใด “ท่านผู้บัญชาการอยู่ในห้องโถงจริงๆ ด้วย เมื่อครู่นี้คุยกับผู้ใดหรือขอรับ”
เมื่อครู่นี้เขากับจางจวินเฟิ่งคอยอยู่ข้างนอกห้องโถงจนชักหงุดหงิด ทันใดนั้นก็เห็นมู่ฉางโจวปรากฏตัวที่ประตู ก่อนโบกมือให้กับพวกเขา
ทั้งสองเข้าใจว่าหมายถึงให้พวกเขาไปเตรียมตัวออกเดินทางได้ จึงเรียกรวมทุกคนออกมารอทันที
มู่ฉางโจวไม่ได้ตอบ เพียงพูดว่า “เมื่อครู่นี้พวกเจ้าเสียงดังเกินไปแล้ว”
หูเป้ยเอ๋อร์ถูกต่อว่าเช่นนี้จนเคยชินแล้วอย่างเห็นได้ชัด เพียงหัวเราะแห้งๆ “ข้าเดินทางไกลพันหลี่ไปรับตัวฮูหยินคนใหม่ให้ท่านผู้บัญชาการ ท่านผู้บัญชาการยังไม่ตกรางวัลให้ข้าเลยนะขอรับ”
จางจวินเฟิ่งเอ่ยตำหนิขึ้นที่ด้านข้าง “ตกรางวัลอะไรให้เจ้ากัน เจ้าออกเดินทางตั้งแต่รับคำสั่งจากท่านผู้บัญชาการใหญ่ เหตุใดไม่รู้จักช่วยดูให้ท่านผู้บัญชาการเสียหน่อย ดันรับคนเช่นนี้มาให้เสียได้!” ตามด้วยเอ่ยเสียงเบาลง “ครั้งนี้ท่านผู้บัญชาการใหญ่แสดงไมตรีเปี่ยมล้น ดึงดันสั่งให้ท่านผู้บัญชาการแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับจงหยวน ซ้ำยังถวายฎีกาให้โอรสสวรรค์ ได้รับชื่อเสียงดีงามว่ามีใจคิดถึงเมืองหลวง แต่ผลกลับกลายเป็นเลือก ‘คุณหนูสูงศักดิ์’ เช่นนี้คนหนึ่ง ไม่ถามไถ่ความเห็นก็ตกลงไปแล้วทั้งอย่างนี้”
มิฉะนั้นพวกเขาจะเพิ่งมารับคนที่นี่เอาป่านนี้ได้อย่างไร การแต่งงานครั้งนี้ล้วนมีผู้บัญชาการใหญ่เหลียงโจวเป็นคนจัดแจง ก่อนหน้านี้ไม่จำเป็นต้องให้ผู้บัญชาการออกหน้าด้วยซ้ำ
หูเป้ยเอ๋อร์รู้สึกว่าน้ำเสียงของอีกฝ่ายฟังดูแปลกๆ “ท่านดูถูกนางหรือไรกัน”
จางจวินเฟิ่งมองท้องฟ้า “ข้าเพียงเสียดายแทนท่านผู้บัญชาการ จากสถานการณ์ของนางในทุกวันนี้ไม่คู่ควรกับท่านผู้บัญชาการจริงๆ ยิ่งไม่มีผลประโยชน์อันใดกับท่านผู้บัญชาการแม้แต่น้อย”
ขณะที่พูดถึงตรงนี้เฟิงซุ่นอินก็ก้าวออกจากลานเรือนพอดี ด้านหลังตามมาด้วยสาวใช้จำนวนหนึ่ง
นางเดินออกมาค่อนข้างเร็ว ก่อนจะหยุดชะงัก ก้มหน้ามองคราหนึ่ง ถึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าลืมสวมหมวกม่านแพรที่ถืออยู่ในมือ จึงหันมองรอบข้างเงียบๆ ไปทีหนึ่ง
สายตาทุกคู่หันมาจับจ้องทันที
ชุดที่นางสวมอยู่คือชุดกระโปรงหรูฉวินผ้าแพรเอวสูงสีฟ้าครามสำหรับเจ้าสาว คลุมไหล่ด้วยผ้าคลุมบางสีส้มอัสดงซึ่งพาดลงมาถึงวงแขน เรือนผมดกดำเกล้ามวยดุจปุยเมฆ ประดับด้วยไข่มุกอัญมณี ดวงหน้าแฉล้มนัยน์ตากระจ่างใส ริมฝีปากสีชาด งามพริ้งเพราอ่อนเยาว์
ต่อให้สีหน้าจะเย็นชาก็ยังยากจะปิดบังความงามได้
เพียงพริบตาเดียวเฟิงซุ่นอินก็ช้อนสายตามองไปทางมู่ฉางโจว
เมื่อครู่นี้ถูกประโยคนั้นของเขาเล่นงาน นางจึงรีบเดินตามออกมาจากห้องโถง ถึงได้เดินเร็วเกินไป
มู่ฉางโจวเองก็มองมาทางนางเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินมองสบตากับเขาแล้วหันตัวไปก้าวขึ้นรถม้าเงียบๆ
“เมื่อครู่นี้ข้าพูดอะไรนะ” จางจวินเฟิ่งถามเสียงเบาขึ้นมากะทันหัน
หูเป้ยเอ๋อร์เองก็เอ่ยเสียงเบาโดยไม่รู้ตัว “ท่านว่านางไม่คู่ควรกับท่านผู้บัญชาการ”
จางจวินเฟิ่งเอ่ย “ตอนนี้ข้าขอแก้เสียหน่อย นอกจากรูปโฉม…รูปโฉมยังคงคู่ควรอยู่”
หูเป้ยเอ๋อร์ผงกศีรษะจริงจังอย่างหาได้ยาก ตลอดการเดินทางฮูหยินคนใหม่ผู้นี้เอาแต่สวมหมวกม่านแพร เห็นเพียงรูปร่างบอบบางน่าสงสาร วันนี้ถึงได้เห็นรูปโฉมที่แท้จริง หากให้พูดว่าเป็นหนึ่งจากในร้อย ไม่สิ หนึ่งจากในพันยังรับไหวเลยนี่!