บทที่ 9
หลังจากเมื่อคืนกำชับไปสามเรื่อง วันรุ่งขึ้นจวนผู้บัญชาการก็เปลี่ยนสภาพเป็นอีกแบบ ภายในจวนแม้แต่เสียงฝีเท้ายังคล้ายดังขึ้นมาก
ยามเฉิน* สามเค่อ ชางเฟิงประคองเอกสารราชการฉบับหนึ่งก้าวเร็วๆ เข้าไปในห้องหลัก มู่ฉางโจวตื่นแล้ว เขาสวมชุดคลุมกำลังนั่งพิงอยู่บนตั่ง มือถือเอกสารทางการทหารฉบับหนึ่งอ่าน หลังปิดลงก็รับจากในมืออีกฝ่ายมา กางออกอ่านรอบหนึ่งแล้วปิดลงอีกครั้ง ก่อนมอบทั้งสองฉบับให้กับชางเฟิงแล้วโบกมือเล็กน้อย
แสดงว่าเรื่องพวกนี้ต่างเป็นเรื่องเล็ก สามารถส่งไปจัดการยังที่ว่าการได้โดยตรง ชางเฟิงรับมาแล้วก้มหน้าถาม “วันนี้ท่านผู้บัญชาการจะออกไปข้างนอกหรือไม่ขอรับ”
“อืม” มู่ฉางโจวลุกจากตั่ง จับสาบเสื้อกลัดกระดุมตรงปกแล้วหยิบเข็มขัดจากด้านข้างมาสวมอย่างคล่องแคล่ว ดูเป็นการเคลื่อนไหวที่คุ้นชินและรวดเร็ว
ชางเฟิงได้ยินคำตอบแน่ชัดก็เข้าใจแล้ว ก่อนถอยออกไปจากประตู
มู่ฉางโจวหยิบปลอกแขนมาถือก่อนเดินออกไปทางเรือนชั้นนอก ตอนที่ผ่านห้องตะวันออกเขาเอียงหน้ามองไป เห็นชางเฟิงกำลังเอ่ยเชิญฮูหยินออกจากจวนเสียงดังอยู่หน้าประตู เงาร่างของเฟิงซุ่นอินวาบผ่านบานประตูไป เห็นได้ชัดว่านางตื่นแล้วเช่นเดียวกัน
เขานึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนแล้วเหยียดยิ้มมุมปากอย่างไร้เหตุผล ก่อนหันตัวเดินไปทางประตูจวน
หูเป้ยเอ๋อร์กับจางจวินเฟิ่งกำลังรออยู่ที่หน้าประตูจวนตามปกติ
หลังเห็นมู่ฉางโจวออกมาก็ต่างพากันมองต่อว่าด้านหลังเขาจะมีฮูหยินตามออกมาหรือไม่ ในเมื่อไม่ว่าจะมองอย่างไรเมื่อวานก็ดูเหมือนว่าทั้งสองจะทะเลาะกัน มิฉะนั้นจู่ๆ จะส่งอีกฝ่ายกลับจวนด้วยเรื่องใด บางทีวันนี้อาจไม่พานางไปด้วยแล้ว
ยังไม่ทันคิดจบดี เฟิงซุ่นอินก็เดินออกมาจากประตูจวน
ทั้งสองหันมองนางพร้อมกัน ก่อนหันมาสบตากันทีหนึ่ง แล้วแยกย้ายกันขึ้นขี่ม้าโดยไร้ซึ่งคำพูดใด
เฟิงซุ่นอินสวมหมวกม่านแพร หลังจากออกมาก็เพียงชำเลืองมองมู่ฉางโจวคราหนึ่ง ราวกับว่าเมื่อคืนไม่ได้เกิดเรื่องอะไรขึ้นทั้งนั้น
มู่ฉางโจวหันมองมาทางนางแล้ว เขามองเห็นสีหน้านางไม่ชัด แต่ไม่ได้พูดอะไรเช่นกัน เพียงหันไปบอกให้คนจูงม้ามา
วันนี้มีลม เซิ่งอวี่ตามออกมาช่วยคลุมเสื้อคลุมกันลมให้กับเฟิงซุ่นอินด้วย
เฟิงซุ่นอินยกมือขึ้นผูกเสื้อให้เรียบร้อย ทว่ากลับเห็นเซิ่งอวี่หยิบเสื้อคลุมอีกตัวที่พาดแขนไว้ยื่นมาให้ต่อ นางมองผ่านม่านโปร่งเห็นเป็นเสื้อคลุมกันลมผ้าไหมสีดำตัวใหญ่ ชัดเจนว่าเป็นของบุรุษ เข้าใจขึ้นมาทันใดว่าเป็นของผู้ใด
เมื่อคืนผู้บัญชาการกลับจวนมาแล้วตรงเข้าไปที่ห้องของฮูหยินเลย ทั้งยังเรียกรวมทุกคนในจวนมาสั่ง ทุกประโยคล้วนอิงฮูหยินเป็นหลัก ทุกคนในจวนต่างรับรู้เรื่องนี้ เซิ่งอวี่เดาว่าฤกษ์มงคลน่าจะใกล้มาถึงแล้ว เรื่องเล็กจำพวกนี้ย่อมจัดการอย่างคล่องแคล่วเช่นกัน
เฟิงซุ่นอินเข้าใจแล้ว ดวงตาเบื้องหลังม่านโปร่งกวาดมองรอบข้างทีหนึ่ง รู้ว่าไม่อาจเอาแต่ยืนทื่ออยู่กับที่ จึงได้แต่รับเสื้อคลุมกันลมตัวนั้นมาแล้วเดินเข้าหามู่ฉางโจว
ม้าถูกจูงมาแล้ว มู่ฉางโจวกำลังจะก้าวลงจากขั้นบันได มองเห็นนางเดินมาตรงหน้ากะทันหัน อีกทั้งยังถือเสื้อคลุมกันลมของเขาไว้ในมือ สายตาเขารั้งอยู่บนตัวนางโดยไม่ได้พูดอะไร
เฟิงซุ่นอินจงใจไม่มองเขา นางสะบัดสองมือพลางกางเสื้อออก เพิ่งยกมือขึ้นก็รู้สึกตัวว่าเขาจะตัวสูงเกินไปแล้ว หัวคิ้วนางจึงขมวดมุ่น
มู่ฉางโจวเองก็ไม่มีท่าทีจะย่อกายลงมาให้นาง เพียงเอาแต่มองอีกฝ่ายอยู่เช่นนี้ เมื่ออยู่ใกล้ก็จะสามารถมองเห็นหัวคิ้วมุ่นใต้ม่านโปร่งของนางได้ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนจึงผุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาเอ่ยกึ่งยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม “ไม่เป็นไร ไม่ได้หนาวเพียงนั้น”
เฟิงซุ่นอินมองเขาอย่างรวดเร็วปราดหนึ่ง เห็นสายตาของเขาแล้วรู้สึกอยู่ตลอดว่าตอนนี้เขากำลังมั่นใจเป็นพิเศษ หลังจากรู้ความลับเรื่องที่หูซ้ายของนางสูญเสียการได้ยินก็ราวกับจับนางไว้ได้อยู่หมัดแล้ว ตอนนี้ยังมีสายตามากมายมองอยู่อีก นางจึงเขย่งเท้าพาดเสื้อคลุมกันลมลงบนบ่าเขาเสียเลย
มู่ฉางโจวยกมือหนึ่งขึ้นกดบ่าไว้ เสื้อคลุมกันลมถึงไม่ได้ลื่นหลุด
เฟิงซุ่นอินเก็บมือกลับมา “ข้าจำได้ว่าเมื่อก่อนพี่รองมู่สุขภาพไม่ดี ถึงแม้ตอนนี้จะดูแข็งแรง แต่ก็อาจจะ…” นางชะงักแล้วเอ่ยเรียบๆ ต่อจนจบ “คลุมเอาไว้เถิดเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็เดินตรงไปขึ้นขี่ม้าด้วยตนเอง
ปลายหางตาของมู่ฉางโจวหยักโค้งขึ้นเล็กน้อย หันไปมองนางที่ขึ้นขี่ม้าแล้ว รู้สึกว่าเมื่อครู่นี้หลังนางหยุดชะงักคล้ายอยากจะพูดว่าเขา ‘ภายนอกแข็งแรงแต่ข้างในอ่อนแอ’
เฟิงซุ่นอินควบม้าไปรออยู่ทางฝั่งซ้ายของถนน เห็นมู่ฉางโจวยกมือขึ้นผูกเสื้อคลุมกันลมตัวนั้นให้เรียบร้อยแล้วเดินมาขึ้นม้าตัวที่อยู่ด้านข้าง ก่อนเขาจะมองมาที่นางอีกครั้ง