ฉู่หลินหลางดึงปิ่นปักผมบนศีรษะออกมา ยึดตัวบุรุษร่างผอมแห้งบนรถม้าไว้แล้วใช้ปลายปิ่นปักผมจ่อลำคอเขา จากนั้นก็ร้องตวาดใส่บุรุษร่างสูงใหญ่ที่ขับรถม้า
“รีบหยุดรถม้าเดี๋ยวนี้ หาไม่แล้วข้าจะให้คนสับพวกเจ้าเป็นชิ้นๆ!”
บุรุษร่างผอมแห้งซึ่งถูกจับเป็นตัวประกันผู้นั้นจนปัญญาอย่างยิ่ง เขาคาดไม่ถึงว่าข้อมือเรียวเล็กดุจรากบัวอ่อนของสตรีโฉมงามบอบบางปานกิ่งหลิวผู้หนึ่งจะมีเรี่ยวแรงมหาศาลจนเกือบรัดคอเขาหัก
เจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องถูกรัดคอจนตาแทบเหลือกแล้ว เขาร้องเรียกอย่างละล่ำละลัก “ท่านอาจารย์ซือถู…รีบ…รีบหยุดรถม้า…ช่วยข้า!”
บุรุษที่ขับรถม้าหยุดรถม้าตั้งแต่ตอนที่พวกทหารวิ่งกรูออกมาแล้ว ยามนี้ได้ยินเสียงเรียกของบุรุษในรถม้า เขาก็หันหน้ามามอง
ในที่สุดฉู่หลินหลางก็เห็นโฉมหน้าของบุรุษผู้นั้นเต็มตา…
เขาอายุราวยี่สิบกว่าปีซึ่งเป็นช่วงวัยหนุ่มกำลังดี ชุดคลุมบัณฑิตซึ่งแต่เดิมเป็นสีขาวเปรอะเปื้อนคราบเลือดเป็นวงใหญ่ ทำให้เขาคล้ายอสูรโลหิต กระนั้นจมูกโด่งงามกับคิ้วทรงกระบี่นั่นกลับแฝงไว้ด้วยความงามสง่าสุภาพเช่นปัญญาชน ปราศจากความป่าเถื่อนใดๆ ช่างหล่อเหลาคมคายโดยแท้!
นี่คือบุรุษรูปงามที่หาได้ยากจริงๆ…ฉู่หลินหลางสบตากับเขาโดยไม่ตั้งใจ เพียงรู้สึกว่าในดวงตาลุ่มลึกใต้คิ้วนั่นหาได้เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวาตามประสาบุรุษวัยเยาว์ ดวงตาซึ่งเดิมทีควรจะเป็นประกายกระจ่างใสแฝงความอ่อนโยนนุ่มนวลกลับฉายแววเย็นเยียบประหนึ่งบึงน้ำลึกหนาวเหน็บ โดยเฉพาะยามเขาเพ่งมองมา สายตาเฉยชาคู่นั้นราวกับทิ่มแทงลึกถึงกระดูก
ตอนเขาเห็นชัดถนัดตาว่าผู้ที่จับคนเป็นตัวประกันคือสตรีท่าทางบอบบางอ่อนแอผู้หนึ่งก็อึ้งงันไปชั่วขณะด้วยเหตุผลกลใดก็สุดรู้ ก่อนจะหรี่ตาลงน้อยๆ ทำให้แววตาคมปลาบยิ่งขึ้น
ฉู่หลินหลางเป็นสตรีออกเรือนแล้ว จะสบตากับบุรุษอื่นได้อย่างไร นางหลบตาทันทีโดยไม่รู้ตัว
แต่แขนข้างที่นางยึดตัวบุรุษอีกคนไว้มิได้คลายออกเพื่อเลี่ยงคำครหา มิหนำซ้ำยังรัดคอเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องจนตาแทบเหลือกเป็นครั้งที่สอง
ตอนนี้เองประกายอำมหิตในดวงตาของบุรุษที่ขับรถม้านามว่าซือถูผู้นั้นก็อ่อนลงในที่สุด เขามองสำรวจมวยผมเช่นสตรีออกเรือนแล้วของนางพลางกล่าวเสียงสงบนิ่ง
“ข้าร้อนใจอยากช่วยผู้เป็นนายถึงได้รบกวนฮูหยิน พวกข้ามิใช่คนชั่ว ฮูหยินได้โปรดคลายมือออกโดยไว อย่าให้เลยเถิดจนไม่อาจแก้ไขได้”
พวกทหารตีวงล้อมไว้แล้วยกอาวุธในมือจ่อไปที่ลำคอของบุรุษผู้นั้น
ฉู่หลินหลางเห็นทหารสยบบุรุษซึ่งเป็นตัวสำคัญได้แล้วถึงปล่อยมือออก จากนั้นก็รีบผลักเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องในวงแขนไปให้ทหารที่กระโดดขึ้นมาจับตัวไว้
เวลานี้นางก็ระบายลมหายใจออกมาคราหนึ่ง ยิ้มเยาะพลางพูดว่า “มิใช่คนชั่วหรือ เช่นนั้นเหตุใดพอได้ยินคำบอกกล่าวของข้าแล้วกลับเลี้ยวซ้าย พวกเจ้าจะเป็นงูพิษหรือหนูสกปรก สอบสวนดูก็รู้เอง!”
บุรุษที่ขับรถม้าเลิกคิ้วสูง เอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฮูหยินคงจะตกใจอยู่จึงจำทางผิด ค่ายทหารอยู่ทางซ้าย ไม่ใช่ทางขวาดังเช่นที่ฮูหยินบอก วันนี้เจ้าเมืองเมืองเหลียนไม่อยู่ในที่ว่าการ คนร้ายที่ลอบสังหารพวกข้ามีจำนวนมาก หากไปที่นั่นเกรงว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่เฝ้าที่ว่าการไม่กี่คนนั้นจะรับมือไม่ไหว”
ว่ากันว่าผู้แทนพระองค์ที่เบื้องบนส่งมาจะไปตรวจราชการที่อำเภอติดกัน เช้าตรู่วันนี้ขุนนางท้องถิ่นจึงไปที่นั่นกันหมด แม้แต่โจวสุยอันสามีนางก็ไปด้วย
ฉู่หลินหลางได้ยินคำกล่าวของเขาแล้วนิ่งงันไป นางคิดไม่ถึงว่าบุรุษที่พูดสำเนียงต่างถิ่นผู้นี้จะคุ้นเคยกิจการภายในเมืองเหลียนถึงเพียงนี้ บุรุษที่เปื้อนเลือดทั่วร่างผู้นี้มีความเป็นมาอย่างไร เหตุใดถึงรู้อะไรๆ อย่างละเอียดเช่นนี้ หรือว่า…
นางไม่ทันคิดต่อ พวกทหารก็ค้นพบป้ายมังกรเข้าวังหลวงจากตัวเจ้าลูกไก่ผอมกะหร่องผู้นั้น
ป้ายอันนั้นมีสีทองอร่ามขนาดไม่ใหญ่เท่าไรนัก ทหารที่พบป้ายเห็นสีของมันแล้วก็อดเอาเข้าปากลองกัดดูตามความเคยชินไม่ได้…
ต่อมาภายหลังพอฉู่หลินหลางนึกย้อนกลับไปทีไร ในบรรดาคำกล่าวที่มีอยู่อย่างจำกัดในสมองนางมีเพียงคำว่า ‘ไก่บินสุนัขกระโดด’* ที่บรรยายเหตุการณ์หลังจากนั้นได้ เพราะทุกอย่างโกลาหลวุ่นวายไปหมด