ซือถูเซิ่งไม่ใช่คนปล่อยเนื้อปล่อยตัว องค์ชายหกเคยได้ยินองครักษ์ประจำตัวบอกว่าปกติอาจารย์ซือถูนอกจากสอนหนังสือ ยามอยู่เพียงลำพังล้วนกินอยู่อย่างเรียบง่าย เป็นคนเงียบขรึมสันโดษยิ่ง ไม่ดื่มสุราสรวลเสเฮฮากับพวกองครักษ์ ยิ่งไม่มีทางไปเที่ยวเตร่ในตรอกโคมแดง
เขามีรูปโฉมหมดจดงามสง่า ขณะที่กล่าวประโยคนี้เขาเพียงมององค์ชายหกอย่างสงบ ไม่แสดงสีหน้าใดๆ ต่อให้เสนอความเห็นไร้สาระก็ไม่คล้ายชักชวนไปหาความสำราญ กลับแฝงท่าทีประชดประชันไว้เล็กน้อย
องค์ชายหกถูกคนดูหมิ่นเหยียดหยามลับหลังตั้งแต่วัยเยาว์ จึงหยิ่งในศักดิ์ศรีและอ่อนไหวอย่างยิ่ง เขาได้สติทันใด ตนเองได้รับความสำคัญจากบิดาเป็นครั้งแรก ถูกส่งตัวมาปฏิบัติงาน เขาจะเถลไถลหลงเพลิดเพลินในความสุขชั่วครู่ชั่วยามได้หรือ
องค์ชายหกไม่มีแก่ใจหวนรำลึกถึงรูปโฉมงดงามของสตรีในเรือนขุนนางท้องถิ่นต่ออีก เพียงโบกมือบอกปัดว่าตนเองมีงานรัดตัว ไม่มีเวลาคิดถึงเรื่องสตรี ขอให้เขาสบายใจได้
พอกล่าวคำนี้จบแล้วก็หาข้ออ้างขอตัวออกไปพักผ่อนก่อน
ซือถูเซิ่งเดินกลับไปตรงริมหน้าต่างมองดูปุยหิมะปลิวโปรยปราย นิ้วเรียวยาวดึงกระดาษรายการบัญชีในแขนเสื้อแผ่นนั้นออกมา เขาหลุบตาเพ่งมองนิ่งๆ
ตอนเขาเงยหน้าขึ้นอีกครั้ง จู่ๆ ก็มีเงาร่างหนึ่งในชุดสีแดงงดงามอยู่ที่นอกหน้าต่าง…
ฉู่หลินหลางทำของหายไปจึงออกตามหามาตลอดทาง นางหาไปพลางทบทวนความจำสุดชีวิตไปพลาง…นางเก็บกระดาษรายการบัญชีที่ปลอมแปลงขึ้นมาไว้ในกระเป๋าเสื้อ ต่อให้ทำหล่นก็ต้องอยู่ในรถม้าหรือไม่ก็ในที่ว่าการแน่นอน
แต่บนรถม้าไม่มีวี่แววสักนิด ดังนั้นจึงน่าจะตกอยู่ในที่ว่าการแล้ว พอนางคิดว่าถ้ากระดาษรายการบัญชีแผ่นนั้นตกอยู่ในมือจางเสี่ยนหรือผู้ประสงค์ร้าย…คงเดือดร้อนครั้งใหญ่เป็นแน่!
พอคิดเช่นนี้หิมะเกล็ดใหญ่ดุจขนห่านที่ปลิวลงมาบนกลางศีรษะซึ่งมีเหงื่อผุดซึมของนางก็แทบระเหยเป็นไอน้ำทันที
นางมองหาอยู่หลายรอบแล้วก็ตัดสินใจพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์เช่นเคย จึงล้วงกระดองเต่าทำนายดวงชะตาในอกเสื้อออกมาเขย่าแรงๆ หวังว่าจะเสี่ยงทายทิศทางได้
น่าเสียดายที่วันนี้กระดองเต่าทำตัวเกเรเสียแล้ว เหรียญสำริดข้างในกระเด็นออกมาแล้วกลิ้งไปตามพื้น
ฉู่หลินหลางรีบไล่ตามไปแล้วก้มตัวลงเก็บ กลับเห็นรองเท้าทรงสูงที่ซักจนเริ่มเก่าเล็กน้อยคู่หนึ่งปรากฏเบื้องหน้าสายตา
นางเงยหน้าขึ้น บุรุษหล่อเหลาในชุดสีขาวกำลังมองนางอยู่ด้วยสายตาเฉยเมย ดวงตาที่ลุ่มลึกดุจบึงน้ำมืดมิดคู่นั้นราวกับมีพลังอำนาจบางอย่าง ทำให้คนมองเห็นแล้วบังเกิดความประหม่าอยากหลบตาอย่างสุดระงับ
ฉู่หลินหลางหลบเลี่ยงโดยพลัน แต่พอลุกขึ้นเดินย้อนกลับไปได้ไม่กี่ก้าว บุรุษผู้นั้นกลับสาวเท้าก้าวใหญ่ไล่ตามมา เอ่ยปากถามตามสบาย
“เมื่อครู่เห็นฮูหยินเดินวนอยู่แถวนี้ ไม่ทราบว่ากำลังหาอะไรอยู่ ข้าพอจะช่วยได้หรือไม่”
ฉู่หลินหลางจำต้องหยุดฝีเท้าหันกายมา นางก้มหน้ามองชายชุดคลุมยาวของเขา คารวะพลางกล่าวว่า “ข้าทำปิ่นปักผมหาย…เป็นของไม่มีราคา ข้าหาเองได้…ใต้เท้าไม่จำเป็นต้องวุ่นวายใจ เชิญไปทำงานของท่านเถิดเจ้าค่ะ”
ตามหลักแล้วเมื่อได้ยินคำกล่าวนี้ บุรุษทั่วไปพึงออกห่างสตรีในเรือนขุนนาง ปลีกตัวไปอย่างรู้กาลเทศะจึงจะถูก ทว่าชุดคลุมสีขาวตรงหน้าฉู่หลินหลางไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย น้ำเสียงเฉยชายังคงดังวนเวียนพร้อมหิมะปลิวโปรยปรายอยู่เหนือศีรษะ
“เมื่อครู่เห็นฮูหยินตามหาอย่างร้อนรนยิ่ง ไม่คล้ายเป็นของไม่มีราคา…”
ฉู่หลินหลางฟังถึงตรงนี้แล้วเงยหน้าขึ้น มองเข้าไปในดวงตาลุ่มลึกเกินหยั่งคู่นั้น นางควบคุมลมหายใจให้เป็นปกติแล้วกล่าวยิ้มๆ อย่างไม่โอหังไม่เจียมตน
“ใต้เท้าหมายความว่า…ข้ากำลังหลอกลวงท่านหรือเจ้าคะ ข้าแค่ทำของหายไป มิใช่พวกโจรป่าแบ่งของที่ปล้นสะดมมา ใครพบใครได้ ต่อให้ทำของล้ำค่าหายไปจริงๆ ก็ไม่มีเหตุผลต้องปิดบังใต้เท้าถูกหรือไม่เจ้าคะ”