เวลานี้สตรีชนชั้นสูงตรงกลางห้องโถงกำลังวิพากษ์วิจารณ์เรื่องที่มีนางข้าหลวงกลุ่มหนึ่งใกล้จะเข้าวังในอีกสามเดือนให้หลังกันอย่างออกรส
ดูไปแล้วเป็นเพียงการรับนางข้าหลวงไปถวายตัวรับใช้ไทเฮา แต่ทุกคนต่างรู้แก่ใจดีว่าในบรรดานางข้าหลวงที่เข้าวังคราวนี้จะเลือกคนที่โดดเด่นส่งเข้าสู่ตำหนักในของฮ่องเต้
สตรีที่เข้าวังกลุ่มนี้จะมีเกียรติยศแตกต่างไปจากสนมชายาที่ผ่านการคัดเลือกคนอื่นๆ
แม้ว่าต้องอีกสามเดือนถึงจะเข้าวัง แต่รายชื่อคนที่ได้รับคัดเลือกเปิดเผยออกมาแล้ว ซึ่งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าคุณหนูเถาเป็นหนึ่งในนั้น นางต้องได้รับการฝึกฝนอย่างเข้มงวดตลอดสามเดือนนี้ก่อนจะเข้าวังรับตำแหน่ง ดังนั้นนอกจากวิชาเรียนในสำนักศึกษาแล้ว ยังมีนางข้าหลวงอาวุโสจากในวังมาสอนส่วนตัวที่จวนอีกด้วย
คนที่หูตาไวล้วนรู้ว่านี่แค่ทำตามขั้นตอนพอเป็นพิธีเท่านั้น ฮ่องเต้น่าจะแต่งตั้งคุณหนูเถาผู้นี้เป็นชายา
หากใคร่ครวญจากชาติตระกูลรวมถึงรูปสมบัติและคุณสมบัติของนาง อีกทั้งในภายภาคหน้านางให้กำเนิดบุตร เช่นนั้นก็มีความเป็นไปได้ว่าตำแหน่งฮองเฮาที่ว่างมาโดยตลอดคงตกเป็นของคุณหนูเถาผู้นี้อย่างง่ายดาย
แม้จะเป็นเพียงการคัดเลือกนางข้าหลวง แต่ยามนี้คุณหนูเถาได้รับคำสรรเสริญเยินยอจากเหล่าสตรีสูงศักดิ์รอบด้านแล้ว
ถึงขั้นมีคนกล่าวชมอย่างเปิดเผยว่านางมีรูปโฉมละม้ายคล้ายคลึงเถาฮองเฮาในอดีตอย่างยิ่งอีกทั้งมีกิริยาท่าทางนุ่มนวลเช่นเดียวกัน
คุณหนูเถาคลี่ยิ้มเล็กน้อยอย่างเหมาะสม นางรับฟังเงียบๆ ขณะที่มือซึ่งอยู่ภายใต้แขนเสื้อกำลังลูบรอยยับที่แทบไม่สังเกตเห็นรอยหนึ่งบนกระโปรงไปมาอย่างช้าๆ
เมื่อเห็นเถาหยาซูถูกผู้คนห้อมล้อมประหนึ่งดาวล้อมเดือน ท่านหญิงอี๋ซิ่วที่อยู่ด้านข้างก็รู้สึกขัดตาอยู่บ้าง นางรอจังหวะแล้วเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน
“แค่เข้าวังเป็นนางข้าหลวงถวายตัวรับใช้ไทเฮาเท่านั้น ผู้ที่ไม่รู้เรื่องคงนึกว่าเป็นการแต่งตั้งชายาของราชวงศ์ ได้รับเกียรติยศและความโปรดปรานจากฮ่องเต้เหนือผู้ใดในหกตำหนัก!”
พอถ้อยคำเหน็บแนมของนางดังขึ้น ทั่วทั้งห้องโถงก็ตกอยู่ในความเงียบ ทุกคนล้วนไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร
แต่ไหนแต่ไรคุณหนูเถาเป็นคนพูดน้อย ทว่าในงานเลี้ยงเช่นนี้ท่านหญิงอี๋ซิ่วกลับไม่ไว้หน้านาง นางย่อมมีเหตุผลเต็มที่ที่จะโต้กลับ
คุณหนูเถาพูดยิ้มๆ อย่างสุขุม “ท่านหญิงอี๋ซิ่วกล่าวได้ถูกต้อง สตรีเช่นข้าเพียงเข้าวังไปถวายการรับใช้ข้างพระวรกายไทเฮาเพื่อแสดงความกตัญญูแทนบรรดาพี่ชายในตระกูลบิดาเท่านั้น หาได้มีอะไรน่าโอ้อวด ข้ามีวิชาความรู้ตื้นเขิน คุณสมบัติก็ธรรมดาสามัญ แต่กลับได้รับความสำคัญจากไทเฮา ชวนให้หวาดหวั่นจริงๆ พอข้าหวนนึกถึงวันนั้นที่ไทเฮาทรงเรียกตัวเข้าเฝ้าแล้วยังรู้สึกใจหายอยู่บ้าง ถ้าอุตส่าห์ตั้งใจเตรียมตัวเป็นอย่างดีแล้วกลับด้อยกว่าคนอื่นจนไม่ได้รับคัดเลือกจะสู้หน้าผู้คนได้หรือ”
วาจานี้ฟังดูคล้ายถ่อมตน แต่ความจริงแล้วจี้ใจดำของท่านหญิงอี๋ซิ่วทุกคำ
ใครบ้างไม่รู้ว่าตอนนั้นท่านหญิงอี๋ซิ่วไปเข้าเฝ้าไทเฮาในวังหลวงเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าสกุลอวิ๋นอยากส่งบุตรสาวเข้าวังอีกคนเพื่อไปช่วยท่านอาหญิงมัดพระทัยฮ่องเต้
น่าเสียดายที่ไทเฮาเห็นรายชื่อแล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า ‘ในเมื่อได้รับแต่งตั้งเป็นท่านหญิงแล้วก็เป็นผู้เยาว์ของฮ่องเต้ จะเข้าวังมาเพื่ออันใด’ แล้วก็คัดชื่อของท่านหญิงอี๋ซิ่วออก
วันนั้นท่านหญิงอี๋ซิ่วเดินหน้าเสียออกจากวังหลวงโดยไม่ได้เข้าเฝ้าไทเฮาด้วยซ้ำ
เถาหยาซูพูดเช่นนี้มิใช่เยาะเย้ยนางว่าไม่ได้รับคัดเลือกอย่างเปิดเผยหรือ
ท่านหญิงอี๋ซิ่วใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ถ้าไม่ใช่เพราะมารดานางที่อยู่ด้านข้างดึงมือนางไว้ เกรงว่านางคงจะดึงดันปะทะคารมกับเถาหยาซูซึ่งหน้าอย่างอดรนทนไม่ไหว
พอเห็นบุตรสาวถูกประชดประชัน อวิ๋นฮูหยินผู้นั้นก็ไม่ใช่จะยอมใครง่ายๆ นางจงใจกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ได้รับคัดเลือกก็ต้องรู้สึกหวาดหวั่นกันบ้าง ถึงอย่างไรนี่ก็เกี่ยวพันถึงความรุ่งเรืองและเกียรติยศของตระกูลว่าจะสืบทอดต่อไปได้หรือไม่…ส่วนอวิ๋นซิ่วของข้านั้นไม่เหมือนกัน นางไม่สุขุมหนักแน่นอย่างคุณหนูเถา ถึงเข้าวังไปก็ต้องอับอายขายหน้า มิสู้เลี้ยงดูนางอยู่ในจวนดีกว่า มิบังอาจไปสร้างปัญหาให้ไทเฮาเพิ่ม อีกสักพักบิดานางก็จะพูดคุยเรื่องแต่งงานของนางแล้ว นางไม่ได้วาสนาดีเหมือนคุณหนูเถาที่ได้เข้าวังแสดงความกตัญญู”
ยามกล่าววาจานี้อวิ๋นฮูหยินอยากจะหัวเราะเสียงดังๆ ออกมาอย่างยิ่ง