วันนี้ตอนออกจากจวนนางตั้งใจสวมเสื้อคอตั้งปกปิดรอยยุงกัดทั่วคอไว้อย่างมิดชิด หลี่ฮูหยินไม่น่าจะจับพิรุธได้
นางรีบจัดคอเสื้อให้เข้าที่อย่างอึดอัดแล้วหัวเราะอย่างฝืดฝืนพลางโบกมือไปมา “เหตุใดฮูหยินถึงพูดเช่นนี้…ไปได้ยินใครพูดซุบซิบนินทามาหรือเจ้าคะ”
หลี่ฮูหยินไม่ได้คิดจะพูดเรื่องนี้ต่อ “ข้าแค่เดาส่งเดชเท่านั้น ไม่ใช่เขาย่อมดีที่สุด! อย่าถือโทษพี่สาวคนนี้ที่แก่ชราแล้วชอบพร่ำบ่นชอบยุ่งวุ่นวายไม่เข้าเรื่อง ข้าเป็นห่วงเจ้าเช่นกัน เจ้าอายุเท่านี้แล้ว อย่าสิ้นเปลืองวัยสาวอันมีค่าไปกับเรื่องที่ไม่มีความหวังเลย”
ฉู่หลินหลางพยายามอ้างเหตุผล “ท่านก็รู้ว่าข้ามีนิสัยค่อนข้างมากความในเรื่องรูปโฉม หากไม่ใช่บุรุษรูปงามข้าไม่ถูกตาต้องใจ”
หลี่ฮูหยินเห็นว่านางอ่อนประสบการณ์เกินไป ยังลิ้มรสความทุกข์ของชีวิตมนุษย์ไม่มากพอ “รูปโฉมเทียบเคียงพานอันแล้วเป็นอย่างไร กินข้าวคลุกน้ำมันหมูสามเดือนก็อ้วนฉุจนกลายเป็นแม่ทัพเทียนเผิง* ได้เช่นกัน บุรุษรูปงามนั้นจะมีสักกี่คนที่พึ่งพาได้ โจวสุยอันก็รูปงาม แล้วเจ้ารั้งเขาไว้ได้หรือไม่”
นานๆ ทีฉู่หลินหลางจะถูกคนอื่นโต้กลับให้จนคำพูด นางพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เพราะว่าโจวสุยอันมีรูปโฉมชวนมองถึงได้มีสตรีมาติดพันคนแล้วคนเล่าทั้งที่แต่งงานแล้ว
หลี่ฮูหยินเห็นนางจนคำพูดก็รู้สึกว่าการจับคู่วันนี้ยังคงมีความหวัง จึงพยายามหว่านล้อมอย่างไม่ลดละ “ส่วนญาติผู้น้องของใต้เท้าข้านั้นไม่เหมือนกัน เขาประพฤติตนอยู่ในกรอบ กระทำเรื่องผิดศีลธรรมเช่นนั้นไม่เป็น” พอเอ่ยถึงตรงนี้แล้วก็ลดเสียงลงกระซิบที่ข้างหูฉู่หลินหลาง “เจ้าเคยสังเกตหรือไม่ ปลายจมูกของเขาใหญ่มาก ปีนี้เขาอายุสามสิบสี่ปี เป็นช่วงที่กำลังวังชาล้นปรี่ ถ้าสูงวัยกว่านี้ก็จะเหมือนตาเฒ่าในจวนข้า ปัสสาวะยังเปียกเลอะหลังเท้า ใช้การไม่ได้แล้ว! เจ้าเคยออกเรือนแล้ว ข้าขอพูดตรงๆ คงไม่เสียหาย พอเป่าตะเกียงดับก็ต้องดูว่าบุรุษยังไหวหรือไม่ มิฉะนั้นแต่งงานมีสามีไปก็เหมือนเป็นหญิงม่ายในวัยสาว เจ้าเห็นว่าเหตุผลนี้ถูกต้องหรือไม่”
สมแล้วที่เป็นฮูหยินขุนนางชนบท พอปริปากก็พูดได้ทุกอย่าง ไม่เหมือนพวกฮูหยินตระกูลสูงศักดิ์ที่ต้องระมัดระวังปากคำ
ในเรื่องชีวิตคู่นั้นหลี่ฮูหยินจะพูดอย่างตรงไปตรงมามาแต่ไหนแต่ไร
ฉู่หลินหลางจนคำพูดจะโต้ตอบ ได้แต่หัวเราะแก้เก้อ
หลี่ฮูหยินเห็นว่านางไม่เข้าใจอย่างแจ่มแจ้งสักที จึงพูดต่ออย่างไม่ละความพยายาม “อย่างเช่นใต้เท้าของเจ้าผู้นั้น รูปโฉมคมคายเข้าที แต่ข้าว่าเขามีปัญหาใหญ่! เมื่อครั้งที่อยู่เมืองเหลียนสามีข้าอยากประจบเอาใจองค์ชายหก อุตส่าห์เสาะหานางขับร้องโฉมงามอ่อนเยาว์หลายคนมาปรนนิบัติ เจ้าอย่าเห็นว่าองค์ชายหกผอมแห้งเชียว เรื่องพรรค์นั้นไม่มีอุปสรรคแม้แต่น้อย ส่วนใต้เท้าซือถูไม่แม้แต่จะชายตามองสักครา ตาเฒ่าของข้านึกว่าเขาช่างเลือก ไม่ชมชอบสตรีจากสถานเริงรมย์ จึงเลือกสาวใช้ในจวนที่รูปโฉมพริ้มเพราสองคนส่งไปให้ แต่ก็ถูกเขาไล่ตะเพิดออกมาอยู่ดี”
ฉู่หลินหลางฟังถึงตรงนี้แล้วก็เริ่มสนใจมากขึ้น นางจึงเอ่ยถาม “แล้ว…ต่อมาเล่าเจ้าคะ”
หลี่ฮูหยินถอนหายใจ “อย่าเอ่ยถึงเลย ตาเฒ่าของข้าไปฟังคำแนะนำมาจากใครก็ไม่รู้ นึกว่าเขามีใจเสน่หาบุรุษ จึงหาชายบำเรอรูปโฉมหมดจดสองคนส่งไปให้อีก…”
ฉู่หลินหลางใจหาย นางดื่มชาเรียกขวัญไปพลางไต่ถามอย่างหวาดหวั่นไปพลาง “เขา…รับไว้หรือไม่เจ้าคะ”
หลี่ฮูหยินดื่มชาหนึ่งถ้วยแล้วกระซิบที่ข้างหูนาง “ใต้เท้าซือถูส่งชายบำเรอคืนกลับมา พอพบตาเฒ่าของข้าก็ชี้หน้าแล้วพูดว่าหากรู้ว่าท่านเจ้าเมืองชอบส่งคนมาให้เช่นนี้ จะชำระกายตนเองให้สะอาดแล้วมาอยู่เป็นเพื่อนเขาก็ไม่เสียหาย”
ฉู่หลินหลางฟังแล้วก็เกือบพ่นน้ำชาที่เพิ่งดื่มออกมา
นางไม่รู้จริงๆ ว่าซือถูเซิ่งมีความชมชอบที่หลากหลายไม่จำกัดเช่นนี้
หลี่ฮูหยินเห็นนางหัวเราะก็หัวเราะตามแล้วพูดเสียงเบาว่า “บัดนี้เจ้าอยู่ในจวนของเขา น่าจะแจ่มแจ้งแล้วเช่นกันว่าใต้เท้าผู้นี้ไม่ใกล้ชิดสตรี ไม่แม้แต่จะรู้จักหาความสุขใส่ตัว ดังนั้นบุรุษจะดูแต่เพียงเปลือกนอกอย่างเดียวไม่ได้”
อืม…ฉู่หลินหลางคิดคำนึงในใจ นางดูไม่ออกจริงๆ ว่าซือถูเซิ่งไม่ใกล้ชิดสตรี เพราะช่วงนี้เขาเอาแต่คลอเคลียนาง แต่ทุกครั้งที่เล้าโลมให้นางร้อนรุ่มไปทั้งร่างจนยากจะหักห้ามอารมณ์ไว้ได้ เขากลับไม่เดินไปจนถึงก้าวสุดท้าย
หรือว่า…หลี่ฮูหยินจะคาดเดาได้ถูกต้อง ก่อนหน้านี้ถึงเขาจะมีท่าทีน่าเกรงขามสารพัด ทว่าความจริงแล้วไร้ความสามารถ เข้าตำราที่ว่ามีใจแต่กำลังไม่เพียงพอ
หลี่ฮูหยินก็มองออกว่าฉู่หลินหลางไม่พึงใจญาติผู้น้องของครอบครัวตน กระนั้นความกระตือรือร้นอยากเป็นแม่สื่อของนางหาได้ลดลงไม่ นางกล่าวอย่างไม่เดือดเนื้อร้อนใจ
“เจ้าไม่ถูกใจคนนี้ก็ไม่เป็นไร ในเมืองหลวงหาคู่ครองได้ไม่ยาก ครั้งหน้าข้าจะหาคนที่มีรูปโฉมท่าทางเข้าทีให้เจ้าใหม่แล้วกัน”
ฉู่หลินหลางคิดจะรับคำพอให้พ้นตัว นางจึงตอบว่า “ได้เจ้าค่ะ หากพี่สาวเสาะหาคนดีๆ ให้ข้าได้ ถ้าเช่นนั้นข้าก็จะลองดู…”
“ดูอะไร ข้าดูด้วยได้หรือไม่”