แต่ฉู่หลินหลางแตกต่างออกไป เพียงตามสืบเล็กน้อยก็รู้ว่านางมิใช่บุตรสาวตระกูลสูงศักดิ์ ทั้งยังไม่มีหญิงรับใช้ที่เหมือนนางยักษ์ติดตามข้างกาย
สิ่งสำคัญที่สุดคือแม้ฉู่หลินหลางผู้นี้จะอายุมากไปบ้าง แต่นางเป็นสตรีเต็มตัว ทรวดทรงองค์เอวก็อรชรอ้อนแอ้นกว่า รูปโฉมยังคงงดงามดุจภาพวาดแฝงเสน่ห์เย้ายวนใจอย่างบอกไม่ถูก
ว่ากันว่านางเป็นหญิงม่ายหย่ากับสามีแล้ว สตรีเช่นนี้ย่อมตกเป็นเป้าหมายให้เกี้ยวพานได้ง่ายกว่ามาก
ดังนั้นช่วงนี้ฉู่หลินหลางจึงประสบพบเจอเหตุการณ์ทำของหล่นโดย ‘บังเอิญ’ ที่หน้าประตูสำนักศึกษาอยู่บ่อยครั้ง
วันนี้ซือถูเซิ่งซึ่งนั่งในรถม้าเห็นเด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดสิบเก้าปีที่ยกตนเป็นบุรุษเจ้าเสน่ห์สองสามคนอาศัยจังหวะเก็บของที่ทำหล่นตรงหน้าฉู่หลินหลางชวนพูดคุยไปเรื่อยเปื่อยอีกเช่นเคย
เขารู้สึกว่าตนเองทนดูอุบายพวกนี้จนถึงตอนนี้มามากเกินพอแล้ว ทำให้ลืมคำกำชับของฉู่หลินหลางไปเสียสนิท เขาลงจากรถม้าด้วยสีหน้าเคร่งขรึม เดินสองสามก้าวไปหยุดอยู่ข้างหลังเด็กหนุ่มที่ยังตอแยฉู่หลินหลางอยู่แล้วพูดเสียงเย็นเยียบ
“อายุยังน้อยเพียงนี้ก็เป็นโรคแล้วรึ ถ้ามือไม้สั่นถือของไม่อยู่บ่อยๆ ก็กลับเรือนไปรักษาอาการป่วยดีกว่า อย่ามาเล่าเรียนศึกษาให้เสียเวลา”
พวกเด็กหนุ่มที่ตามตอแยแนะนำตัวกับฉู่หลินหลางพากันสะดุ้งด้วยความตกใจ พอเห็นชัดถนัดตาว่าคนพูดคือขุนนางโฉดของเมืองหลวงก็หน้าถอดสี กล่าวอธิบายแก้เก้อว่าตนเองไม่ทันระวัง จากนั้นก็วิ่งจากไปอย่างขวัญเสีย
ซือถูเซิ่งมองตามแผ่นหลังของเด็กหนุ่มท่าทางลนลานหลายคนนั้นแล้วก็หันมาไต่ถามนาง “เจ้าไม่ให้ข้าปรากฏตัวเพราะกลัวจะทำให้พวกเขาตกใจจนหนีไปหรือ”
ฉู่หลินหลางรีบหันไปมองข้างหลังแล้วฉวยจังหวะที่สหายร่วมห้องเรียนของตนยังไม่ออกมา รุนหลังใต้เท้าซือถูขึ้นรถม้าแล้วเอ่ยขึ้น
“แค่เด็กน้อยไม่รู้ความกลุ่มหนึ่งเท่านั้น พวกเขาทำของหล่นก็ทำให้ข้าสนใจพวกเขาได้แล้วหรือ”
เขาเอ่ยเสียงเรียบ “เหตุใดถึงไม่สนใจ ข้าเห็นว่าพวกเขาก็รูปงามหนุ่มแน่น บางคนมีชาติตระกูลดีกว่าข้าเสียอีก”
ฉู่หลินหลางได้กลิ่นไหน้ำส้มแตกฉุนแรงแต่ไกล จากนั้นก็พูดยิ้มๆ อย่างอ่อนใจ “ล้วนอายุน้อยกว่าข้าทั้งนั้น ข้าคร้านจะเป็นพี่สาวของคนอื่น…”
ไม่รู้ด้วยเหตุผลกลใด ซือถูเซิ่งได้ยินคำนี้แล้วก็หรี่ตาลง นางปรายตามองเขาแล้วก็ฉุกคิดขึ้นได้ว่าตอนเขาเป็นเด็กทั้งผ่ายผอมและอ่อนแอ ดูไปแล้วคล้ายจะอ่อนวัยกว่าตนเอง นางจึงถามขึ้นโดยไม่คิดอะไร
“จริงด้วย ใต้เท้า ท่านอายุเท่าไรหรือเจ้าคะ”
ซือถูเซิ่งนิ่งเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนตอบ “…ยี่สิบห้าปี มีอะไรหรือ”
นางพูดต่อโดยไม่คิดอะไร “อายุมากกว่าข้าหนึ่งปี เมื่อก่อนท่านร่างเล็กเตี้ยเช่นนั้น ดูเหมือนไม่ใช่…”
เขาไม่ใคร่อยากคุยเรื่องนี้ต่อ ไพล่ไปพูดเรื่องที่จะไปอำเภอเฉียนโจวพบหลี่ฮูหยินเป็นเพื่อนนางวันพรุ่งนี้
การเปลี่ยนแปลงศักดินาครานี้มิใช่ได้รับเสียงคัดค้านจากในราชสำนักทั้งหมด อันที่จริงมีขุนนางใหม่มากมายที่ได้ปันส่วนที่นาจำนวนน้อยนิดแต่เดิม ได้รับประโยชน์หลังจากแบ่งที่นาอย่างเท่าเทียมกัน
ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงของซือถูเซิ่งในครั้งนี้หาใช่เป็นการทำศึกอย่างโดดเดี่ยว นับตั้งแต่คราวก่อนเขา ‘แตะต้อง’ ที่นาตามศักดิ์ของจวนหย่งหนิงกั๋วกง ทำให้เหล่าขุนนางเห็นความเด็ดเดี่ยวแน่วแน่ในการแก้ไขสะสางปัญหาอย่างจริงจังของฮ่องเต้ นี่ช่วยลดอุปสรรคให้เขาลงไปได้มาก
ฮ่องเต้ยังออกพระราชโองการอีกว่าขอเพียงยอมเป็นฝ่ายคืนที่นาตามศักดิ์ที่แจ้งเกินไว้ก่อนที่กรมอากรจะตรวจสอบก็จะไม่เอาผิดย้อนหลัง ดังนั้นช่วงที่ผ่านมานี้จึงมีขุนนางที่ ‘รู้ทิศทางลม’ มากขึ้นตามลำดับ
คราวนี้เขาไปตรวจสอบที่นาตามศักดิ์ของขุนนางที่อำเภอเฉียนโจว รองนายอำเภอของที่นั่นทำหน้าที่ดูแลรับรองเขาตรวจดูการคืนที่นา
หลังพูดคุยตกลงกันตามนี้ วันถัดมาฉู่หลินหลางก็ตามซือถูเซิ่งไปอำเภอเฉียนโจวพร้อมกัน
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 30 ส.ค. 69