ทดลองอ่าน
ทดลองอ่าน หยกคู่เคียงรักพิทักษ์ฉางอัน บทที่ 1-2
ถ้าเช่นนั้นเป็นเจิ้นกั๋วกงหรือ หมิงหวาฉังลองคิดดูแล้วก็ไม่อาจนึกภาพออกว่าบิดาที่ตอบสนองทุกข้อเรียกร้องและโอนอ่อนผ่อนตามนางเสมอมาจะใจร้ายใจดำเช่นนี้ได้ลงคอ
มีความผูกพันฉันพ่อลูกมาหลายปีเพียงนี้ เจิ้นกั๋วกงจะแค้นจนสังหารนางทิ้งเพียงเพราะนางถูกผู้ใหญ่อุ้มสลับตัวมาหลอกสกุลหมิงเชียวหรือ การตามใจและอยู่เคียงข้างในฐานะบิดาตลอดหลายปีมานี้ล้วนเป็นเรื่องหลอกลวงหรือไร
หมิงหวาฉังคิดจนปวดศีรษะ นางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้สักนิดเดียว…ความรู้สึกที่ต้องหวาดระแวงว่าทุกคนรอบตัวอยากจะสังหารนางใช่หรือไม่
มิใช่นางไม่เคยสงสัยว่าความฝันเมื่อคืนเป็นจริงหรือเท็จ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างนั้นละเอียดชัดเจนเกินไป ในความฝันอิริยาบถเล็กๆ น้อยๆ ยามที่เจิ้นกั๋วกงพูดจาตลอดจนอากัปกิริยาของคนรอบตัวนางล้วนเหมือนในโลกความจริงไม่มีผิด! จนกระทั่งตอนนี้นางก็ยังจำรูปโฉมของซูอวี่จี้คุณหนูตัวจริงได้แจ่มชัด
เป็นไปได้หรือไม่ว่าในความฝันจะปรากฏใบหน้าของคนที่ตนไม่รู้จัก หมิงหวาฉังไม่รู้คำตอบ ตอนนี้เองหางตานางเหลือบไปเห็นทางแยกสายหนึ่งด้านข้าง ท่วงท่านางชะงักเล็กน้อย จากนั้นฝีเท้าก็เปลี่ยนทิศทันใด
เจาไฉยังคงอยู่ด้านหน้าพลางแจกแจงคุณชายแต่ละตระกูลที่อยู่ในวัยเหมาะสมที่จะแต่งงาน พอได้สติกลับมาก็พบว่าด้านหลังว่างเปล่าเสียแล้ว นางตกใจจนสะดุ้ง เหลียวมองหาจนพบว่าคุณหนูหอบหายใจพลางเดินจ้ำไปอีกทางก็รีบไล่ตามไป
“คุณหนู โถงเหยียนโซ่วอยู่ทางนี้ นี่ท่านจะไปที่ใดเจ้าคะ”
หมิงหวาฉังไม่อาจลืมความเจ็บปวดยามสิ้นใจในความฝัน และไม่ยินดีจะระแวงสงสัยญาติที่อยู่ร่วมกันทุกเช้าค่ำ นางต้องการจะไปพิสูจน์บางอย่าง ไปดูว่าความฝันเมื่อคืนเป็นจริงหรือเท็จกันแน่
นางจำได้ชัดเจน ในความฝันหลังจากนางถูกเปิดโปงฐานะได้ย้ายไปพำนักที่เรือนปีก ในลานเรือนนั้นมีต้นกุ้ยสูงใหญ่ต้นหนึ่ง กลิ่นหอมกำลังอบอวลทั่วลาน ก่อนที่นางจะเข้านอนยังตั้งใจเก็บรวบรวมกลีบดอกกุ้ยที่ร่วงหล่น คิดว่าวันรุ่งขึ้นจะทำขนมดอกกุ้ย*
ทว่าหลังจากนั้นนางก็ไม่ได้ตื่นขึ้นมาอีก ตอนที่นางสิ้นลมยังคงมีกลิ่นหอมระรวยของดอกกุ้ยวนเวียนที่ปลายจมูก
หมิงหวาฉังไม่อาจทนกับความหวาดระแวงเช่นนี้ต่อไป นางจะไปที่เรือนปีกแห่งนั้น ไปดูว่าที่แท้มีต้นกุ้ยอยู่จริงหรือไม่
แถวนี้เงียบเชียบหลบมุม มีคนผ่านมาน้อย หิมะที่สะสมบนทางเดินจึงยังไม่มีคนเก็บกวาด เท้าหมิงหวาฉังเหยียบลงไป หิมะถึงกับกลบน่อง ทว่านางไม่หวั่นไหว ยังคงก้าวยาวมุ่งหน้าไปยังเรือนในความทรงจำ
เจาไฉไล่ตามมา ติดตามทุกฝีก้าวของหมิงหวาฉังอย่างกินแรง “คุณหนู นี่ท่านจะทำอะไรเจ้าคะ”
หมิงหวาฉังไม่พูดไม่จา ข้างหน้าคือเรือนปีกที่นางฝันว่าถูกขับไล่มาอยู่ที่นี่ นางไม่ให้โอกาสตนเองลังเล ออกแรงผลักเปิดประตูลานเรือนทันที
ด้านในปกคลุมด้วยหิมะ ประตูจึงเปิดไม่ง่ายดาย หมิงหวาฉังออกแรงสุดชีวิตค่อยแง้มเปิดประตูได้เป็นช่องเล็กๆ เจาไฉมองอยู่ด้านหลังก็ร้อนใจ รีบเดินขึ้นหน้ามาช่วยผลักประตู
“คุณหนู เหตุใดท่านนึกถึงสถานที่เช่นนี้ขึ้นมาเล่า หากท่านชอบบ่าวจะเรียกบ่าวรับใช้มากวาดหิมะเดี๋ยวนี้ ท่านระวังด้วย อย่าได้หกล้มไปเชียว”
หมิงหวาฉังไม่มีเวลาสนใจคำพูดพร่ำบ่นของเจาไฉ เพราะนางกำลังเพ่งมองภาพตรงหน้า และสูญเสียความสามารถในการพูดไปแล้ว
เดือนหนึ่งเหมันต์หนาว ในลานเรือนไม่มีสีเขียวใดๆ ให้เห็น มีแต่ต้นไม้ไร้ใบต้นหนึ่งอยู่ริมหน้าต่าง แม้ทิวทัศน์ต่างจากในความฝันอย่างมาก ทว่าหมิงหวาฉังแยกแยะร่องรอยที่คุ้นตาบนลำต้นของต้นไม้นั้นได้แล้ว
มิผิด คือที่นี่ นางจำได้ชัดเจนว่าในความฝันตนเองเขย่าต้นกุ้ยให้กลีบดอกร่วงลงมา เคยเห็นบนลำต้นมีรอยบากยาวเท่าปากชามหนึ่งรอย ขนาดกับตำแหน่งของรอยบากนี้เหมือนกับในความฝันไม่มีผิด รวมไปถึงการตกแต่งในลานเรือนกับรูปแบบเรือน…
หมิงหวาฉังไหล่ลู่ลงอย่างห่อเหี่ยว รู้ว่าโชคไม่เข้าข้างนางอีกแล้ว หลายปีมานี้นางได้เจิ้นกั๋วกงประคองอยู่ใจกลางฝ่ามือ ไม่เคยย่างเท้ามาที่เรือนเปลี่ยวห่างไกลเพียงนี้มาก่อน แต่หากความฝันคือสิ่งที่ตัวนางแต่งขึ้นส่งเดช เช่นนั้นนางจะหยั่งรู้ล่วงหน้าได้อย่างไร แม้กระทั่งรอยบากบนต้นกุ้ยที่อยู่ในลานเรือนกับทิศทางที่ตัวเรือนหันออกก็ยังฝันเห็นเหมือนต้นแบบได้ทุกประการเชียวหรือ
ดังนั้นนั่นไม่ใช่ความฝันที่คิดขึ้นเอง แต่เป็นความจริง หรือเรียกได้ว่า…ฝันบอกเหตุ
เจาไฉยังอยู่ด้านหลังพึมพำว่าจะเรียกคนมากวาดหิมะ หมิงหวาฉังจึงผ่อนลมหายใจคราหนึ่งก่อนเอ่ยเสียงเบา
“ไม่ต้องแล้ว”
เจาไฉฟังไม่ถนัด ยื่นหน้ามาใกล้ก่อนถาม “อะไรนะเจ้าคะ”
“ไม่ต้องเรียกมาแล้ว วุ่นวายคนอื่นเปล่าๆ” หมิงหวาฉังหันกายยกชายชุดคลุมพลางเดินโอนเอนมุ่งไปทางโถงเหยียนโซ่ว “จะสายแล้ว รีบไปคารวะท่านย่ากันดีกว่า”
เจาไฉรีบมาพยุงด้านข้างหมิงหวาฉัง กระชับคอเสื้อขนกระต่ายของคุณหนูให้มิดชิด “คุณหนู ไม่ต้องร้อนใจ ท่านคือบุตรสาวคนเดียวของกั๋วกง คือไข่มุกสกาวบนฝ่ามือคนสกุลหมิง ไปคารวะเร็วขึ้นหรือช้าลงจะมีอะไรหนักหนา ท่านเดินช้าๆ หน่อย อย่าได้ต้องลมเย็นจนเป็นหวัด หากท่านชอบต้นกุ้ยต้นนั้น บ่าวจะสั่งให้คนย้ายไปปลูกที่เรือนท่านเดี๋ยวนี้”
“อย่าเชียว” หมิงหวาฉังรีบตัดบทเจาไฉแล้วเอ่ยเบาๆ “เจาไฉ ต่อไปเจ้าเองก็สำรวมหน่อย อย่าพูดจาวางโตข่มคนอื่นติดปากทั้งวัน”
เจาไฉถูกอบรมจนมึนงง “วางโตข่มคนอื่น? แค่เรื่องปกติทั่วไปเท่านั้น วางโตข่มคนอื่นเมื่อใดกันเจ้าคะ”
หมิงหวาฉังส่ายหน้าเล็กน้อย ไม่ได้อธิบายให้มากความ ตอนนี้นางคือฝาแฝดหงส์มังกรผู้สูงส่งของจวนเจิ้นกั๋วกง ไปคารวะสายหน่อยหรือพูดจาวางโตหน่อยก็ไม่มีใครติดใจ แต่เมื่อใดที่นางถูกเปิดโปงว่าเป็นตัวปลอม เมื่อนั้นเรื่องปกติทั่วไปก็จะกลายเป็นยันต์คร่าชีวิต
จนบัดนี้หมิงหวาฉังยังไม่รู้ว่าตนเองจะตายอย่างไร ถูกลงมือเมื่อใด ที่ใด โดยสิ่งใด และมีผู้ใดอยู่หลังม่าน นางล้วนไม่มีเบาะแส ตกลงว่านางไปล่วงเกินเทพเซียนองค์ใดกัน ถึงทำให้อีกฝ่ายต้องการจะสังหารนางทิ้งให้สาแก่ใจ
Comments



