จริงด้วย นางจำได้ว่าในความฝันซูอวี่จี้กลับมาตอนอายุสิบเจ็ดปี นางกับซูอวี่จี้อายุเท่ากัน ปีนี้นางอายุสิบหกปี นั่นหมายความว่าอย่างมากมีเวลาถึงปีหน้า นางก็จะต้องไปสวรรค์เสียแล้ว
หมิงหวาฉังถูใบหน้าตนเองอย่างปวดใจ นางเป็นแค่ตัวไร้ประโยชน์ที่แสนจะธรรมดา รู้จักแต่กินรอความตายเพียงเท่านั้น ชั่วชีวิตสิบหกปีนอนได้ก็จะนอน ไม่เคยลุกขึ้นมาแก่งแย่งชิงดีกับใคร คนกลุ่มเดียวที่เคยล่วงเกินก็น่าจะเป็นอาจารย์ที่สอนดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร วาดภาพ และงานเย็บปักถักร้อยให้นาง มีความขุ่นแค้นอะไรมาหารือกันสักนิดไม่ได้หรือ เหตุใดจะต้องสังหารนางด้วย
หมิงหวาฉังพกพาความปวดใจนี้เดินหน้าบึ้งตึงเข้าสู่โถงเหยียนโซ่ว สาวใช้ในเรือนฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเห็นคุณหนูมาถึงก็รีบออกมาต้อนรับ ช่วยเลิกผ้าม่านให้อย่างกระตือรือร้น
“คุณหนูรอง ในที่สุดท่านก็มา ฮูหยินผู้เฒ่าบ่นถึงหลายครั้งแล้ว เอ๊ะ? เหตุใดมือคุณหนูต้องความเย็นจนแดงได้ รีบเข้ามาด้านในเร็วเถิดเจ้าค่ะ”
ภายในโถงหมิงอวี๋นั่งคุกเข่าอยู่ข้างตั่ง กำลังช่วยทุบน่องให้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิง ส่วนหมิงซั่วซบอกออดอ้อนฮูหยินสามอยู่ ครั้นเห็นหมิงหวาฉังมาถึง หมิงซั่วก็แค่นเสียงคราหนึ่งแล้วลุกขึ้นยืนอย่างไม่เต็มอกเต็มใจ
หมิงหวาฉังปลดชุดคลุมที่เต็มไปด้วยหิมะออก ยืนอย่างมั่นคงแล้วคารวะทักทายสตรีในโถงตามลำดับ “ข้ามาสาย คารวะท่านย่า ท่านอาสะใภ้รอง ท่านอาสะใภ้สาม อรุณสวัสดิ์พี่หญิงใหญ่ น้องหญิงสาม”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงมารดาของเจิ้นกั๋วกงกวาดตามองหมิงหวาฉังเงียบๆ คราเดียวก็ถอนสายตาพลางเอ่ยอย่างสงบนิ่ง
“นั่งเถิด บ่าวเบื้องล่างรับใช้อย่างไร เหตุใดมือของนางหนูรองถึงต้องความเย็นจนแดงได้”
แม้หมิงหวาฉังจะเป็นบุตรสาวคนเดียวของเจิ้นกั๋วกง แต่เพราะยามนี้สกุลหมิงยังไม่ได้แยกบ้าน นางจึงนับลำดับรวมกับพี่สาวน้องสาวในบ้านรองกับบ้านสาม จึงมีลำดับอาวุโสเป็นลำดับที่สอง
เจาไฉรีบคุกเข่าขออภัย หมิงหวาฉังก็เอ่ยชี้แจง “เรียนท่านย่า อย่าตำหนินางเลย เป็นเพราะระหว่างทางข้าเห็นหิมะแล้วห่วงแต่เล่น จึงหยุดแวะครู่หนึ่ง ต้องโทษหลานที่เกเร ไม่เกี่ยวกับนางเจ้าค่ะ”
นี่เป็นบุตรสาวคนเดียวที่บุตรชายคนโตของตนให้กำเนิด มิหนำซ้ำตั้งแต่เกิดมาก็ขาดมารดา ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงไม่สะดวกใจจะควบคุมเท่าไรนัก เพียงกล่าวขึ้น
“ในเมื่อเจ้าขอความเมตตา เช่นนั้นก็แล้วไปเถิด เป้าฉิน จงนำเตาอุ่นมือมาให้คุณหนูรองอุ่นมือ”
เป้าฉินทำความเคารพก่อนเยื้องย่างออกไป ไม่ช้าก็ประคองเตาอุ่นมือเคลือบทองลายวิหคบุปผากระหวัดเถาองุ่นใบหนึ่งกลับมาแล้วคุกเข่าข้างกายหมิงหวาฉังอย่างนอบน้อม
“คุณหนูรอง โปรดยกมือ”
หมิงหวาฉังมองดูเป้าฉินสาวใช้ใหญ่ที่เก่งกาจที่สุดข้างกายผู้เป็นย่า จากนั้นก็นึกถึงชื่อสาวใช้สี่คนของตน…เจาไฉ จิ้นเป่า จี๋เสียง และหรูอี้* แล้วถอนหายใจยาวให้กับตนเองที่ด้อยความรู้
หมิงหวาฉังยกมือขึ้น เป้าฉินก็ประคองเตาอุ่นมือมาข้างหน้า บรรจงคลึงนิ้วมือที่เย็นจนแข็งทื่อเล็กน้อยของคุณหนูรองอย่างนุ่มนวล ความจริงแล้วหมิงหวาฉังอยากพูดเหลือเกินว่าไม่ต้องยุ่งยาก รินชาร้อนถ้วยหนึ่งมาให้นางถือก็ใช้ได้แล้ว ทว่าอยู่ต่อหน้าผู้เป็นย่า นางไม่กล้าทำตัวหยาบคายเช่นนั้น จึงอดทนรับการปรนนิบัติที่สุภาพพิถีพิถันของสาวใช้ไปเงียบๆ
ก่อนที่หมิงหวาฉังจะเข้ามา คนในโถงสนทนากันอยู่ ตอนนี้ทุกคนนั่งลงอย่างเรียบร้อย จ้าวซื่อฮูหยินบ้านรองจึงรีบยกหัวข้อสนทนาเมื่อครู่มาพูดต่อ
“ท่านแม่ ได้ยินว่าอีกไม่กี่วันองค์หญิงไท่ผิงจะจัดงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหง คุณชายตระกูลสูงต้องไปร่วมงานแน่ บุตรสาวสามคนของบ้านเราล้วนยังไม่ออกเรือน ท่านแม่เจ้าคะ ท่านเห็นว่างานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงนี้…”