ฮูหยินรองจ้าวซื่อกล่าวถึงตรงนี้ ไม่เพียงแต่หมิงอวี๋บุตรสาวของนางที่ชะงักไป สองแม่ลูกบ้านสามเองก็เงยหน้าเพ่งมองไปทางฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเช่นกัน ความคาดหวังของทุกคนเอ่อท้นโดยไม่ต้องเอ่ยคำ
บัดนี้องค์หญิงไท่ผิงคือองค์หญิงที่กระหยิ่มยิ้มย่องได้มากที่สุด ไม่เพียงเป็นบุตรสาวคนเดียวที่เหลืออยู่ของฮ่องเต้หญิงอู่จ้าว แต่ยังเป็นสะใภ้ของสกุลอู่ ได้เข้านอกออกในวังหลวง มีหน้ามีตาเหนือผู้ใด แม้แต่หวงฉู่** กับชายาก็ทาบนางไม่ติด นางจัดงานเลี้ยง ฝ่ายเครือญาติสกุลหลี่ของต้าถังราชวงศ์เดิมไม่มีใครกล้าไม่ไปให้เกียรติ ฝ่ายชินอ๋อง*** กับจวิ้นอ๋อง**** สกุลอู่ของต้าโจวราชวงศ์ปัจจุบันก็จะต้องไปร่วมงานเช่นกัน จึงกล่าวได้ว่านี่เป็นโอกาสเลือกคู่ครองที่ดีที่สุดของแม่นางทั้งหลายในเมืองลั่วหยาง
ปีนี้หมิงอวี๋บุตรสาวบ้านรองอายุสิบเจ็ดปี หมิงซั่วบุตรสาวบ้านสามอ่อนกว่า ทว่าก็อายุสิบสามปีแล้ว ล้วนอยู่ในช่วงเหมาะสมของการหารือเรื่องหมั้นหมายแต่งงาน หากได้ไปงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงขององค์หญิงไท่ผิงแล้วต้องตาพระญาติสักคน ได้โบยบินเข้าราชวงศ์ไปในคราวเดียว เช่นนั้นครึ่งชีวิตหลังก็จะมั่นคงแล้ว
ดวงตาสี่คู่ฉายแสงแรงกล้า จดจ่อเฝ้ารอฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเอ่ยปาก แม้กระทั่งพวกสาวใช้ต่างก็เงี่ยหูลอบฟัง ในโถงนี้คงจะมีแต่หมิงหวาฉังที่ไม่สนใจงานดูตัว อ้อ ไม่ใช่ งานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหง
นางจะตายในปีหน้านี้แล้ว หารือเรื่องแต่งงานอะไรกัน แต่งเข้าราชวงศ์จะช่วยคุ้มครองชีวิตนางได้หรือ
ไม่ได้สักหน่อย ไม่แน่อาจได้ตายเร็วยิ่งกว่าเดิม ฮ่องเต้ต้าโจวสูงวัยแล้ว เรื่องรัชทายาทจะใช้สกุลอู่หรือสกุลหลี่ยังคงถกเถียงในราชสำนักไม่เลิกรา มิหนำซ้ำเรื่องนี้ฮ่องเต้ก็ไม่เคยแสดงท่าทีแน่ชัด ขืนไม่ระวังแต่งงานไปผิดฝ่าย อย่าว่าแต่ลาภยศสรรเสริญ เกรงว่าชีวิตของคนทั้งตระกูลก็ต้องถูกฝังร่วมไปด้วย
เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้เฒ่าหมิงนึกถึงเรื่องนี้เช่นกัน นางเคยเผชิญผ่านมรสุมเลือดช่วงรัชศกฉุยก่ง ยังคงใจสั่นกับวันเวลาที่ผู้คนเพียงพูดไม่เข้าหูเบื้องสูงก็จะถูกตัดศีรษะถูกเนรเทศช่วงนั้นอยู่ บัดนี้ฮ่องเต้สูงวัย ต้าโจวเดินทางมาถึงช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีกครา ใครจะรู้เล่าว่าถัดจากนี้โชคชะตาเข้าข้างฝ่ายใด
ก่อนที่สถานการณ์จะชัดเจน ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงไม่ยินดีจะวางเดิมพันเร็วนัก ทว่าองค์หญิงไท่ผิงส่งเทียบเชิญมาคือการให้เกียรติ ใครจะกล้าไม่ไปเล่า
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงลำบากใจอยู่บ้าง ครั้นกวาดตาไปเห็นหมิงหวาฉังที่ตั้งใจมองแต่เล็บ ไม่ได้คิดจะไขว่คว้าหาความก้าวหน้าโดยสิ้นเชิง นางก็ตัดสินใจได้ในชั่วพริบตา
“เป็นเกียรติของสกุลหมิงที่องค์หญิงไท่ผิงเห็นความสำคัญส่งเทียบเชิญมา แต่คฤหาสน์เฟยหงอยู่บนภูเขาเส้นทางแคบ รถม้าสัญจรได้ยาก พวกบุรุษขี่ม้าก็แล้วไป แต่พวกสตรีไม่สะดวกจริงๆ”
คนบ้านรองกับบ้านสามฟังมาถึงตรงนี้ล้วนทำหน้าเสียดาย รู้ว่างานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงพวกนางอดไปเสียแล้ว แต่หารู้ไม่ว่าคำพูดถัดไปของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงกลับพลันพลิกเปลี่ยน
“เจ้ารองขี่ม้ายิงธนูได้ช่ำชอง มีชื่อเสียงด้านความสามารถมาแต่ไหนแต่ไร พอดีไปงานเลี้ยงนี้จะได้รู้จักสหายเพิ่มหลายคน นางหนูรอง เจ้าก็ไปด้วยกันกับพี่ชายเจ้าแล้วกัน”
หมิงหวาฉังอึ้งงัน ยังนึกว่าตนเองฟังผิดไป “ข้า?”
บังเอิญแท้ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเพิ่งจะเอ่ยถึงเจ้ารอง เสียงรายงานด้วยความยินดีของสาวใช้ก็ดังมาจากนอกประตู
“ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ คุณชายรองมาแล้ว”
ม่านประตูถูกเลิกขึ้น สายลมหนาวหอบพาหิมะเข้ามาด้วย พัดกลิ่นกำยานที่อบอุ่นทว่าอุดอู้ในโถงจนสลายหายไป หมิงหวาฉังหันหลังไปก็เห็นเงาร่างสีแดงเข้มผึ่งผายเดินผ่านด้านหลังฉากกั้นฉลุลาย มือที่เรียวยาวไร้ตำหนิกำลังรวบม่านลูกปัดแก้ว เล็บสั้นของเขาถึงกับวาววามกว่าลูกปัดแก้วที่ผ่านการเผาจนเกิดลายริ้วน้ำแข็ง
ลูกปัดแก้วหลากสีกระทบกันเสียงดัง ส่งเสียงกังวานใสไม่ขาดระยะ ใบหน้าเบื้องหลังม่านนั้นถูกลูกปัดแก้วสีวิจิตรขับเน้นให้ยิ่งแลดูเย็นยะเยือกกว่าหิมะ ประหนึ่งหยกขาวที่ถูกเลี่ยมขอบทอง นัยน์ตาดำขลับของเขาเพียงกวาดมาเรียบๆ ก็ฉายรัศมีทั่วโถง แผ่สีสันไร้ที่สิ้นสุด
หนุ่มน้อยไม่ได้แยแสสายตาภายในโถงที่คล้ายถูกผนึกจนแข็งไปแล้ว เขาปล่อยม่านลูกปัดแก้วลง ประสานมือให้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงซึ่งนั่งอยู่ด้านบน
“ข้าหวาจางขอคารวะท่านย่า”