บทที่ 2 พี่ชาย
หลังหมิงหวาจางเข้ามา บรรยากาศในโถงก็ไม่เหมือนเดิม หมิงซั่วที่เดิมทีเอนซบอกมารดาอยู่พลันนั่งเรียบร้อย พยายามวางท่าเป็นคุณหนูผู้สง่างาม ส่วนหมิงอวี๋ยังคงแสดงความกตัญญูอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าหมิง ทว่าแสดงสีหน้าท่าทางมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แทบอยากจะป่าวร้องออกมาว่านางคือหลานกตัญญู
พวกสาวใช้ยิ่งไม่ต้องเอ่ยถึง แต่ละคนเผยรอยยิ้มขลาดเขิน แววตาดุจระลอกน้ำฤดูสารท พินิจมองหมิงหวาจางครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างข่มใจไม่ไหว มีเพียงหมิงหวาฉังที่ยังคงเป็นปลาเค็มนิ่งสนิท ท่าทีบ่งชัดว่าต่อให้ภูเขาไท่ซานถล่มลงตรงหน้าก็ทำอะไรนางไม่ได้ มิหนำซ้ำยังฉวยจังหวะที่ผู้อื่นไม่สังเกตเห็นลอบหาวไปหนึ่งครา
หลายปีเพียงนี้นางเห็นจนชินชามานานแล้ว
ฝาแฝดหงส์มังกรคือเรื่องมงคลมาแต่ไหนแต่ไร หลังจากสกุลหมิงได้ฝาแฝดหงส์มังกร ข่าวคราวก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว ทุกครั้งที่มีแขกมาเยือน นางกับหมิงหวาจางล้วนต้องถูกเรียกออกมาทักทายแขก คุณหนูบ้านอื่นอิจฉาที่นางมีพี่ชายฝาแฝด หารู้ไม่ว่าความจริงแล้วนางกับหมิงหวาจางไม่ได้สนิทสนมกัน
หมิงหวาฉังไม่เคยเห็นมารดา ส่วนหมิงหวาจางก็ถูกอุ้มไปอบรมเลี้ยงดูที่เรือนชั้นนอกตั้งแต่เล็ก ในความทรงจำของนางมีภาพที่นางเล่นด้วยกันกับหมิงหวาจางน้อยยิ่ง เพียงได้พบกันตอนที่มาคารวะผู้ใหญ่ สองคนจึงไม่ได้ใกล้ชิดกันมากไปกว่าญาติผู้พี่ญาติผู้น้องทั่วไปสักเท่าใด
นี่ไม่ใช่เพราะเจิ้นกั๋วกงเลือกปฏิบัติ กลับกันเขาทะนุถนอมฝาแฝดคู่นี้อย่างยิ่ง เสื้อผ้า อาหาร ที่พัก และการเดินทาง ต้องการสิ่งใดล้วนให้สิ่งนั้น ด้านการศึกษาก็ไม่ตระหนี่ถี่เหนียว จ่ายเงินก้อนโตเชิญอาจารย์ที่ดีที่สุดมาสอนศาสตร์ทั้งหกของสุภาพชน* รวมถึงดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพ ตั้งใจจะบ่มเพาะให้ทั้งสองเป็นบุรุษกับสตรีผู้มากความสามารถ กลายเป็นแบบอย่างในหมู่ฝาแฝดหงส์มังกร
ทว่าสองพี่น้องกลับมีอุปนิสัยต่างกันโดยสิ้นเชิง คนพี่หมิงหวาจางพากเพียรมีวินัย เรียนเสร็จยังเป็นฝ่ายขอเรียนเพิ่ม ไม่ว่าจะสี่ตำราห้าคัมภีร์ ** ไปจนถึงศาสตร์ทั้งหกของสุภาพชนและศาสตร์การต่อสู้ ไม่มีสักแขนงที่ไม่แตกฉาน ส่วนคนน้องหมิงหวาฉังแสนจะเชี่ยวชาญด้านการให้อภัยตนเอง ไม่ว่าจะดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร วาดภาพ หรืองานเย็บปักถักร้อย อย่างใดเรียนได้ก็เรียน เรียนไม่ได้ก็แล้วไป เจิ้นกั๋วกงเองก็ไม่อาจหักใจบีบบังคับบุตรสาว ถูกนางออดอ้อนทีไรเขาก็มักจะใจอ่อนแล้ว
ภายใต้การตามใจเช่นนี้นี่เอง หมิงหวาจางจึงเติบโตมาเป็นคุณชายหน้าหยกผู้เพียบพร้อมทั้งบุ๋นบู๊ลือนามทั่วเมืองหลวง เป็นบุรุษในฝันของสตรีครึ่งเมืองฉางอันเมืองหลวงเก่ากับเมืองลั่วหยางเมืองหลวงปัจจุบัน ส่วนหมิงหวาฉัง…กลับเติบโตมาเป็นปลาเค็มตัวหนึ่ง
เมื่อก่อนหมิงหวาฉังยังนึกแปลกใจ เหตุใดความแตกต่างระหว่างพี่น้องร่วมอุทรถึงห่างไกลกันเพียงนี้ ตอนนี้นางเข้าใจเสียที ที่แท้ปัญหาอยู่ที่นาง คุณหนูตัวจริงซูอวี่จี้ที่มาภายหลังผู้นั้นก็เป็นคนเก่งรอบด้านเช่นกัน
หมิงหวาฉังเอาแต่คิดเรื่อยเปื่อย ไม่ทันระวังจนหาวกว้างไปสักหน่อย ทางด้านหมิงหวาจางพอคารวะฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเสร็จก็นั่งลง สาวใช้ก็รีบยกน้ำชามาให้เขา ตอนที่วางถ้วยชาเขาผงกศีรษะให้สาวใช้เล็กน้อยเป็นการขอบคุณ ทว่าดวงตาดุจหยกสีน้ำหมึกของเขาเคลื่อนผ่านไปโดยไม่มีอารมณ์หวั่นไหวใดๆ ทั้งสิ้น
นี่เป็นเพียงมารยาทที่เขาได้รับการอบรมมา ไม่ว่าผู้ที่ยกน้ำชามาให้เขาจะเป็นชายหรือหญิง หรือแม้กระทั่งเป็นสัตว์ตัวหนึ่งก็ไม่มีอะไรต่างกัน เขาเยือกเย็นราวหยกสลัก ต่อให้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่นหอมกรุ่นเช่นนี้ก็ยังคงเยือกเย็นดังเดิม เว้นแต่ตอนที่กวาดตาผ่านสาวน้อยฝั่งตรงกันข้าม สายตาของเขาถึงได้ชะงักค้าง ขมวดคิ้วเล็กน้อย
อากัปกิริยานี้ของหมิงหวาจางทำให้คนทั้งโถงพากันมองมาตามสายตาของเขา