หมิงหวาฉังกำลังลอบหาว นางแทบไม่ได้หลับตานอนทั้งคืน มิหนำซ้ำในโถงของเรือนฮูหยินผู้เฒ่าหมิงก็จุดถ่านไฟเต็มที่ นางถูกรมด้วยกลิ่นกำยานที่อบอุ่นจนง่วงงุนขึ้นทุกขณะ หากมาคารวะยามเช้าแล้วถูกผู้อื่นจับได้ว่างัวเงียคงจะขายหน้าแย่ นางจึงออกแรงหยิกตนเองหนึ่งครั้ง กระตุ้นเตือนตนเองว่าจะสัปหงกไม่ได้ แต่พอเงยหน้ากลับพบว่าคนทั้งหมดล้วนมองนางอยู่
ใบหน้านางแข็งทื่อทันใด เริ่มกวาดตาไปรอบด้านอย่างงุนงงและระวังตัว สุดท้ายก็สบกับสายตาของหมิงหวาจางเข้าพอดี
นางเพิ่งจะหาวเสร็จ ทำให้ดวงตาเอ่อคลอด้วยน้ำ ท่าทางอึ้งงันเช่นนี้ช่างคล้ายกวางน้อยที่ได้รับความตื่นตระหนกแล้วคิดหมายจะแสร้งตาย หมิงหวาจางจึงเบนสายตาออกโดยไม่แสดงสีหน้าท่าทางใด ท่ามกลางความเงียบนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเป็นคนแรกที่เอ่ยปากช้าๆ
“นางหนูรอง เป็นอะไรไป เมื่อคืนหลับไม่สนิทหรือ”
กลัวสิ่งใดก็พบสิ่งนั้นจริงๆ เสียด้วย หมิงหวาฉังฝืนทำใจสู้ เค้นรอยยิ้มก่อนตอบว่า “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าแค่ฝันร้ายจึงใจลอยเล็กน้อย เป็นที่ขบขันของท่านย่าแล้ว”
อันที่จริงฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ แต่ในเมื่อเอ่ยต่อหน้าหมิงหวาจางแล้วก็ต้องถามไถ่สักหน่อย
“ฝันร้ายอะไร หนักหนาหรือไม่ จะต้องดื่มยาสักสองสามเทียบหรือไม่เล่า”
อย่าเชียว! หมิงหวาฉังได้ยินว่าจะต้องดื่มยาก็มีสีหน้าขมขื่น ตอนนี้นางกลัวการดื่มยาเป็นที่สุด จึงรีบปฏิเสธเจตนาดีของฮูหยินผู้เฒ่าหมิงอย่างนุ่มนวล
“ขอบคุณท่านย่ามากเจ้าค่ะ ไม่ต้องยุ่งยากเช่นนี้ ข้ากลับไปนอนสักตื่นก็ดีขึ้นเอง”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงรู้ว่าหมิงหวาฉังเหมือนก้อนแป้งที่อ่อนยวบไร้ปณิธาน มีดีแค่นิสัยไม่คิดเล็กคิดน้อย ทำให้กินได้ดีนอนได้ดีเป็นพิเศษ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจึงพยักหน้าเงียบๆ ไม่ได้ซักไซ้ต่อ หันไปมองหมิงหวาจางที่อยู่อีกด้านแทน
“เจ้ารอง องค์หญิงไท่ผิงจะจัดงานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหง เจ้าคิดเห็นอย่างไร”
จริงอยู่ที่หมิงหวาจางเป็นบุตรชายคนเดียวของเจิ้นกั๋วกง ทว่าเหนือขึ้นไปยังมีพี่ชายคนโตที่จากไปแต่เล็ก ในหมู่พี่ชายน้องชายเขาจึงมีลำดับอาวุโสเป็นลำดับที่สอง
หมิงหวาจางผงกศีรษะตอบเสียงเรียบ “ข้าทราบเรื่องแล้ว ได้ยินว่าคราวนี้ฝ่าบาทมีพระเมตตา อนุญาตให้บุตรชายของหวงฉู่ไปร่วมงานเป็นพิเศษ ข้าจึงอยากจะไปร่วมงานเลี้ยงเปิดหูเปิดตาบ้างขอรับ”
หมิงหวาจางยินดีจะไป ตรงกับใจฮูหยินผู้เฒ่าหมิงพอดี เพียงแต่นางไม่รู้ว่าบุตรชายของหวงฉู่จะไปด้วย
หวงฉู่ถูกฮ่องเต้กักบริเวณในวังนับสิบกว่าปี แม้แต่บุตรชายบุตรสาวของเขาก็ไม่อาจโชคดีรอดพ้น ล้วนถูกกักบริเวณอยู่ในวัง ปกติไม่อาจติดต่อกับภายนอก เห็นทีว่าองค์หญิงไท่ผิงเป็นที่โปรดปรานจริงๆ ถึงกับทำให้ฮ่องเต้ใจดีมีเมตตาขึ้นมาได้
ต่อให้ผู้ที่ได้ออกจากวังไม่ใช่ตัวหวงฉู่เอง แต่เป็นแค่พวกบุตรชายก็ยังดี
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงถาม “เป็นจวิ้นอ๋องคนใดบ้างหรือ”
“หลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องขอรับ”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงรับคำ ไม่รู้ว่าผิดหวังหรือผ่อนคลาย “แล้วพระราชนัดดาองค์โตเล่า”
หมิงหวาจางนั่งตัวตรงดุจพู่กัน มือที่เรียวยาววางบนหน้าตัก ชุดยาวคอกลมสีแดงเข้มขับเน้นสีผิวของเขาให้แลดูขาวอย่างยิ่ง ยามนั่งเป็นสง่าอยู่ข้างโต๊ะไม้จันทน์ประหนึ่งหยกสลักที่ถูกขับเน้นให้เรืองรอง
“พระราชนัดดาองค์โตต้องแสดงความกตัญญูอยู่ในวัง ไม่อาจปลีกตัวได้”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงผงกศีรษะช้าๆ ในใจใคร่ครวญความนัยในการกระทำนี้ของฮ่องเต้ ทว่าฮ่องเต้พระองค์นี้เป็นฮองเฮามายี่สิบแปดปี เป็นไทเฮามาสามปี และเป็นฮ่องเต้มาสิบปี เหลี่ยมเล่ห์ลึกล้ำยิ่งกว่ามหาสมุทร นางมองเจตนาของฮ่องเต้ไม่ออกจริงๆ จึงทำเพียงถอนใจก่อนเอ่ยขึ้น
“เอาเถิด หลังวันปีใหม่ได้ผ่อนคลายทั้งที เจ้าก็ถือเสียว่าไปหย่อนใจ ทำความรู้จักคนรุ่นราวคราวเดียวกัน”
ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงเลิกคาดเดาเจตนาของฮ่องเต้ แม้แต่เสนาบดีขุนนางโด่งดังมากมายเพียงนั้นก็ยังอ่านฮ่องเต้ไม่ทะลุปรุโปร่ง แล้วฮูหยินผู้เฒ่าหมิงจะทำสำเร็จไปได้อย่างไร นางปลอบใจตนเอง ต่อให้ฮ่องเต้ไม่คิดจะคืนตำแหน่งให้หวงฉู่ การให้หมิงหวาจางไปรู้จักกับคนหนุ่มที่มีความรู้ความสามารถไว้บ้าง ปูทางเข้าไปเป็นขุนนางในอนาคตก็ดีเช่นกัน