เพียงแต่…ในฐานะครอบครัวของขุนนางเก่ารัชสมัยเกาจงฮ่องเต้ ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่เห็นฝ่ายอ๋องสกุลหลี่ได้อำนาจเสียที ในใจก็รู้สึกขมเฝื่อน
สกุลหมิงตกอยู่สถานะนี้ต้องเล่าย้อนไปสิบกว่าปีก่อนตั้งแต่ต้าโจวของสกุลอู่จะชิงบัลลังก์ต้าถังของสกุลหลี่
เดิมทีฮ่องเต้องค์ปัจจุบันคือฮองเฮาของเกาจงฮ่องเต้แห่งต้าถัง ต่อมานางเป็นไทเฮาแล้วชิงบัลลังก์จากมือบุตรชายขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งต้าโจว นับตั้งแต่นางกุมอำนาจ เชื้อพระวงศ์สกุลหลี่ที่มีอยู่แต่เดิมก็กลายเป็นหนามตำตาที่สั่นคลอนการปกครองของนาง ช่วงรัชศกฉุยก่งที่นางเป็นไทเฮามาจนถึงปีแรกของรัชศกเทียนโซ่วที่นางขึ้นเป็นฮ่องเต้เสียเองนั้น เหล่าเชื้อพระวงศ์เก่าถูกสังหารจนเกือบหมดสิ้น ส่วนบุตรชายของนาง…หวงฉู่ที่เคยเป็นฮ่องเต้บนบัลลังก์ ทว่าถูกนางดึงลงมาผู้นั้นก็กลายเป็นการมีอยู่ที่แสนจะกระอักกระอ่วน
หวงฉู่กตัญญูต่อมารดาอยู่แต่ในวังมาสิบกว่าปี ขุนนางเบื้องนอกทั้งอยากจะพบเขาและกลัวที่จะพบเขา ไม่ง่ายกว่าฮ่องเต้จะใจอ่อนยอมปล่อยบุตรชายของหวงฉู่ออกมาสูดอากาศ นึกไม่ถึงว่าผู้ที่ได้ออกมาคราวนี้จะไม่ใช่บุตรคนโตที่เกิดจากชายาของหวงฉู่ แต่เป็นหลินจืออ๋องกับปาหลิงอ๋องบุตรอนุคนที่สามกับคนที่สี่
ไม่ใช่ทั้งบุตรคนโตและบุตรสายเลือดชายาเอก ไม่อาจเป็นตัวแทนของหวงฉู่ได้ ต่อให้ได้ออกมาร่วมงานเลี้ยงจะมีประโยชน์อะไรเล่า
เจิ้นกั๋วกงคนแรกของสกุลหมิงถวายการรับใช้มาตั้งแต่รัชสมัยไท่จงบิดาของเกาจงฮ่องเต้แล้ว มีความเกี่ยวพันใกล้ชิดกับราชวงศ์มาหลายปี สร้างความดีความชอบไว้ไม่น้อย จนมาถึงรุ่นของหมิงไหวยวนก็เคยเป็นองครักษ์ของรัชทายาทจางไหว* ผู้สืบทอดเดิมของเกาจงฮ่องเต้
เดิมทีนี่เป็นเส้นทางที่ทอดสู่ชั้นเมฆอย่างมั่นคง ใครจะรู้เล่าว่าจู่ๆ ฮ่องเต้หญิงจะโผล่มาตัดอนาคตอันสดใสของสกุลหมิง ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงทอดถอนใจ สกุลหมิงเสียหายสาหัสนัก หลายปีมานี้หมิงไหวยวนอยู่ในราชสำนักกลายเป็นคนไร้อำนาจโดยสิ้นเชิง รับงานที่ทั้งเหนื่อยยากและไม่ได้ความดีความชอบ ปีนี้แม้แต่ช่วงฉลองวันปีใหม่ก็กลับเมืองหลวงมาไม่ทัน
วงศ์ตระกูลไม่รุ่งเรือง แต่การได้เห็นหลานชายที่โดดเด่นอย่างหมิงหวาจางค่อยทำให้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงสบายใจขึ้นได้บ้าง นางจึงเอ่ยกับเขา
“ข้าอายุปูนนี้คร้านจะเดินทางแล้ว เจ้ารอง งานเลี้ยงที่คฤหาสน์เฟยหงเจ้าเป็นคนพานางหนูรองไปแล้วกัน บนภูเขามีหิมะตก เส้นทางคงสัญจรไม่ง่าย เจ้าจงระวังมากหน่อย”
ให้หมิงหวาจางเป็นตัวแทนจวนเจิ้นกั๋วกงไปงานเลี้ยงย่อมไม่มีใครคัดค้าน ส่วนที่เจาะจงให้หมิงหวาฉังไปด้วยนั้นฮูหยินผู้เฒ่าหมิงย่อมพิจารณาดีแล้ว
ประการแรกพวกเขาพี่น้องเป็นฝาแฝดหงส์มังกร นำพาเรื่องมงคลเป็นที่ถูกใจของผู้สูงศักดิ์ ประการที่สองมรสุมกำลังจะมาเยือนราชสำนัก แม้ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงไม่อยากวางเดิมพันล่วงหน้า ทว่าลู่ทางก็ควรเตรียมไว้ก่อน ให้หมิงหวาจางไปผูกไมตรีในหมู่คุณชาย ให้หมิงหวาฉังไปสืบข่าวในหมู่คุณหนู เช่นนี้ทั้งดูไม่กระตือรือร้นเกินไปและไม่ตกเป็นที่ติฉินนินทาของผู้อื่น วางตัวในตำแหน่งที่กำลังเหมาะสม ส่วนเหตุใดถึงไม่ส่งหลานสาวคนโตกับคนเล็กไปนั้น…แน่นอนว่าเป็นเพราะหมิงหวาฉังซื่อตรงมากพอ ย่อมไม่อาจเอื้อมมีความคิดที่ไม่พึงมี
งานเลี้ยงคราวนี้จะจัดนานถึงสามวัน หนุ่มสาวจำนวนมากปานนั้นต้องมากินเลี้ยงอย่างรื่นเริงบนภูเขา ถ้าหากบุตรสาวสกุลหมิงไปมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกับจวิ้นอ๋องคนใดเข้า ฮูหยินผู้เฒ่าหมิงคงต้องกระอักเลือดเป็นแน่
หมิงหวาจางประสานมือตอบรับ สายตากวาดผ่านหมิงหวาฉังโดยไม่ปิดบังแววคัดค้าน “ขอบคุณท่านย่าที่เตือน แต่เรื่องที่จะให้นางไปด้วย…”
หมิงหวาฉังเงยหน้าโดยพลันแล้วสบตากับหมิงหวาจางตรงๆ
หมิงหวาจางช่างสมกับฉายาคุณชายหน้าหยก คิ้วกระบี่เนตรดารา สันจมูกโด่งได้รูป ริมฝีปากเม้มเบาๆ เป็นรูปโฉมที่ล้ำเลิศอย่างยิ่ง ทว่าชั่วขณะนี้ในดวงตาของเขาฉายแววตรวจสอบติติง ดูเอาใจยาก ทั้งยังเยียบเย็นราวกับหิมะกองหนึ่ง แต่กลับชวนให้ผู้อื่นรู้สึกว่าท่าทีเฉยเมยถือตัวของเขานี้มีเหตุผลสมควรอยู่
ในสมองของหมิงหวาฉังพลันผุดภาพดวงตาในความฝันคู่นั้น
ในความฝันท่าทางของเขาก็ดูเย็นชาห่างเหินเช่นเดียวกันนี้ ทว่าตอนที่คนทั้งหมดชี้นิ้ววิพากษ์วิจารณ์นาง มีเพียงเขาที่ก้าวออกมาคัดค้านเจิ้นกั๋วกงที่ยืนกรานจะขับไล่นางออกไปว่า ‘นางไม่ได้ทำอะไรผิด ความผิดอยู่ที่แม่นมสกุลซู ไม่เกี่ยวกับนาง แม่นางน้อยที่ไร้เรี่ยวแรงกระทั่งจะมัดไก่ผู้หนึ่งออกไปอยู่ข้างนอกจะปกป้องตนเองได้อย่างไร ให้นางรั้งอยู่ในจวนกั๋วกงเถิด’