ขณะนี้ท่ามกลางลมหนาวหิมะขาว หมิงหวาฉังเองก็กำลังตามติดอยู่ด้านหลังของหมิงหวาจางพลางพูดเจื้อยแจ้วโดยไม่สนใจสีหน้าเฉยเมยของเขาแม้แต่น้อย
“พี่รอง ขอบคุณยิ่งนักที่ท่านยินดีพาข้าออกจากจวน คฤหาสน์เฟยหงอยู่ภูเขาอะไรนะ ไกลหรือไม่ ข้าต้องเอาสิ่งใดไปบ้าง ระหว่างทางจะหนาวหรือไม่”
หมิงหวาจางถูกเสียงรบกวนจนปวดศีรษะ ในใจรู้สึกจนปัญญาอย่างยิ่ง นางคือคนที่สอง…ต่อจากเซี่ยจี้ชวน…ที่รู้ทั้งรู้ว่าเขามีสีหน้าเย็นชาก็ยังจะโผล่มาใกล้เขา ทว่านางไม่เหมือนกับเซี่ยจี้ชวน คนผู้นั้นหน้าหนา ชักสีหน้าใส่ได้ตามแต่ใจ แต่หมิงหวาฉังเป็นสตรี เขาจะทอดทิ้งไม่ไยดีนางไม่ได้จริงๆ
หมิงหวาจางกล่าว “เจ้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคฤหาสน์เฟยหงอยู่ที่ใด เหตุใดต้องการจะไปให้ได้ มิสู้ข้าบอกท่านย่าให้เจ้ารั้งอยู่ในจวน…”
“ไม่ได้!” หมิงหวาฉังท่าทางราวกับลูกสุนัขที่ถูกเหยียบหาง กระโดดผึงขึ้นทันตา คว้าจับแขนเสื้อเขาไว้แน่น แทบจะเกาะบนร่างเขาอยู่แล้ว “ไม่ได้นะไม่ได้ ท่านรับปากข้าแล้ว ห้ามกลับคำเชียว!”
หมิงหวาฉังทำเรื่องเช่นนี้จนเคยชิน ยื้อยุดชายแขนเสื้อเขาไว้ส่วนหนึ่งอย่างช่ำชอง เงยหน้ามองเขาอย่างน่าสงสาร
ทั้งที่สองคนอายุเท่ากัน แต่ความสูงของเขากลับสูงกว่านางมาก โครงร่างแม้ยังหลงเหลือความบอบบางของหนุ่มน้อย ทว่าบ่าไหล่ผายกว้างแล้ว แขนขาก็เพรียวยาว ยืนอยู่ใต้ชายคาดั่งไผ่อ่อนหลังฝน แลดูสูงสง่าหมดจดโดดเด่น นางต้องเงยหน้าพอสมควรจึงจะมองเห็นปลายคางของเขาได้
การเรียนดีดพิณ เดินหมาก คัดอักษร และวาดภาพของหมิงหวาฉังเละเทะไม่เป็นท่า มีเพียงวิชา ‘ลูกอ้อนหลบการลงโทษ’ ที่ฝึกฝนได้กลเม็ดมาพอตัว เจิ้นกั๋วกงพ่ายแพ้ให้กับสายตาของนางเป็นประจำ หมิงหวาจางเองก็กำลังจนปัญญากับดวงตาที่อยู่ใกล้แค่คืบ มิหนำซ้ำยังมีน้ำตาเอ่อคลอราวลูกสุนัขที่ถูกทอดทิ้ง เขาหมายจะชักแขนเสื้อกลับคืนมา แต่นางนึกว่าเขาจะปฏิเสธจึงรีบกอดแขนเขาแน่น ทั้งพิงมาบนร่างเขาอย่างน้อยอกน้อยใจ
“พี่รอง!”
หมิงหวาจางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นอ่อนนุ่มที่แนบชิดมาบนแขน เขาจึงเอ่ยอย่างหมดหนทางแล้วจริงๆ “ข้าไม่ได้จะกลับคำ เจ้ายืนดีๆ ก่อน”
หมิงหวาฉังเบิกสองตาจนกลมโต มองเขาอย่างระแวง “จริงหรือ”
หนุ่มน้อยแทบจะถอนหายใจออกมา “จริง”
เห็นหมิงหวาฉังคลายมือออกอย่างเริงร่า หมิงหวาจางก็ลอบพรูลมหายใจ มีเวลาตอบคำถามเมื่อครู่ของนางเสียที
“คฤหาสน์เฟยหงอยู่บนภูเขาหมังซานทางทิศใต้ องค์หญิงไท่ผิงหมายจะชมเมืองลั่วหยางทั้งเมืองจากระยะไกล จึงทุ่มเงินมหาศาลสร้างคฤหาสน์บนยอดสูงสุด รอจนเข้าสู่เขตภูเขาหมังซาน เพียงเงยหน้าก็จะมองเห็นคฤหาสน์ของนางได้ ทิวทัศน์ดี แต่เส้นทางไปไม่ง่ายดาย บนภูเขาหนาวกว่าตัวเมืองลั่วหยาง เจ้าเตรียมเสื้อผ้าเนื้อหนา ผ้าห่ม กับเตาอุ่นไว้ ไม่ต้องกังวลว่าสัมภาระจะหนัก เอาไปให้เต็มที่ ทั้งยังมี…”
“เดี๋ยวก่อน! พี่รอง ท่านพูดช้าลงหน่อยเถิด” หมิงหวาฉังหันขวับ “เจาไฉ รีบมาจำของที่จะต้องเอาไป!”
หมิงหวาจางได้ยินชื่อนี้หว่างคิ้วก็กระตุกอย่างไม่อาจควบคุม เขามองหมิงหวาฉังคราหนึ่งด้วยสีหน้าซับซ้อน สุดท้ายยังคงยอมแพ้
ช่างเถิด นางชอบเรียกชื่ออะไรก็เรียกชื่อนั้นไปแล้วกัน ชื่อเจาไฉนี้…ก็ดียิ่ง
หมิงหวาจางชะลอความเร็วลง พูดไล่เรียงใหม่ตั้งแต่ข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็นระหว่างทาง เจาไฉเพ่งสมาธิจดจำ หมิงหวาฉังถ่ายทอดความกดดันไปที่ผู้อื่นได้สำเร็จ นางอยู่ว่างๆ จึงหาอะไรดูไปรอบๆ
ท่ามกลางลมหิมะทั่วลานเรือน สิ่งที่ชวนมองที่สุดไม่พ้นหมิงหวาจาง หนุ่มน้อยยืนเอามือไพล่หลังอยู่ใต้ชายคา ชุดสีแดงเข้มสะท้อนกับหิมะที่สะสมอยู่นอกทางระเบียง ฉาบระบายเป็นสีสันที่จับตาหนึ่งชั้น
เมื่อก่อนก็รู้ว่าหมิงหวาจางรูปโฉมหล่อเหลา วันนี้ได้มองระยะใกล้ หมิงหวาฉังยิ่งค้นพบว่าการที่เขากลายเป็นแสงจันทร์ขาว* บุรุษในฝันของสตรีในเมืองลั่วหยางได้นั้นมีเหตุผลทีเดียว นางยังสังเกตพบว่าคอเสื้อของเขายับเสียแล้ว น่าจะเป็นเพราะเมื่อครู่ถูกนางดึงแขนเสื้อ
รูปโฉมของเขาน่ามองดั่งจันทร์บนเมฆ ตัวตนของเขาก็สูงส่งเย็นกระจ่างดั่งจันทร์ ทว่าตอนนี้เสื้อผ้าถูกดึงจนยับ กระทบต่อราศีความหล่อเหลาของเขาจริงๆ นางจึงยื่นมือไปจัดคอเสื้อให้เขาราวคนคุ้นเคยกันมานาน
หมิงหวาจางตื่นตระหนก ถอยหลังหนึ่งก้าวทันใด ครั้นหมิงหวาฉังได้สบกับดวงตาที่ใสหมดจดทว่าเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งคู่นั้น มือของนางก็ยกค้างอย่างเก้อกระดากเล็กน้อย
“พี่รอง คือว่าคอเสื้อของท่านยับอยู่…”
หมิงหวาจางรีบเหลือบมองแล้วใช้มือเดียวดึงคอเสื้อให้เข้าที่
สีหน้าของเขาดูน่ายำเกรงเสียจนมิอาจก้าวล่วง หมิงหวาฉังถึงขั้นเกิดความรู้สึกผิด คล้ายตนเองเป็นอันธพาลลวนลามเขาอยู่ นางเขี่ยนิ้วมือไปมาด้วยความกระอักกระอ่วนอยู่บ้าง ส่วนเขาเม้มริมฝีปากบาง ยังคงแลดูซื่อตรงสูงศักดิ์ถึงเพียงนั้น
“กลับเรือนแล้วข้าจะสั่งคนเขียนใบรายการส่งมาให้เจ้า หากไม่มีเรื่องอื่น ข้าขอตัวก่อน”
หมิงหวาฉังฉุกคิดบางอย่างขึ้นได้ แม้อยากจะสอบถาม ทว่าเห็นสีหน้าเขาไม่อยากจะไยดีนาง นางจึงลังเลขึ้นมา หมิงหวาจางเห็นนางกระอึกกระอักก็ถามขึ้น
“ยังมีเรื่องอะไรหรือ”
หมิงหวาฉังขบริมฝีปากถามอย่างขัดเขิน “คือว่า…อาหารในงานเลี้ยงจะมีให้กินจนอิ่มหรือไม่”