หลังเกิดความชุลมุนครู่หนึ่ง ซานฉาก็ขยุ้มแถบแพรแดง ใบหน้าเขียวคล้ำ กลุ่มสตรีที่ห้อมล้อมนางอยู่พากันพูดไม่หยุด
“ดูเหมือนจะใช่ ขอบราวกับสุนัขแทะ ไม่คล้ายที่ร้านผ้าตัดออกมาเลย”
ซานฉาขยำแถบแพรแดงแน่น ขบเขี้ยวเคี้ยวฟันพลางกล่าว “เป็นใครกันที่คิดร้ายกับข้า!”
ในชั่วเวลาสองวันสั้นๆ หอเทียนเซียงเกิดเหตุร้ายแรงสองครั้งติดกัน เงามืดที่คุณชายสามสกุลจางฆ่าตัวตายยังไม่ทันสลายหายไป วันนี้ซานฉาดาวรุ่งที่กำลังโด่งดังของหอก็เกือบจะเกิดเรื่องขึ้นอีก
คนงานยกที่นั่งมาแล้ว ซานฉาไม่กลับห้องพัก กึ่งเอนอยู่บนตั่งคนงาม** ที่เพิ่งยกมา สาวใช้รุ่นเล็กกำลังใช้ถุงน้ำแข็งประคบขาให้นางอยู่ ส่วนเจียงหลิงอ้างว่าดูการสืบสวนน่าสนุกกว่าฟังลำนำมาก จึงให้คนยกที่นั่งมาบ้าง นั่งชมอย่างสนอกสนใจอยู่ด้านข้างโดยมี ‘สาวใช้โฉมงาม’ สองนางประกบซ้ายขวา
ซานฉาเชิดหน้ากวาดตาไปยังบรรดาสตรีที่อยู่ด้านล่าง เอ่ยอย่างเจ็บแค้นและน่าเกรงขาม “ว่ามา เป็นใครตัดแถบแพรแดงของข้า”
ทุกคนพากันหลบสายตาไม่มีใครยอมรับ แน่นอนว่าต้องเป็นเช่นนี้อยู่แล้ว ใครจะสารภาพออกมาเล่า ซานฉาจึงยิ่งโมโห ตบตั่งคนงามอย่างแรงก่อนประณาม
“พวกเจ้าไม่พูดนั่นเท่ากับเจตนาจะหาเรื่องข้า ได้ ข้าจะไล่ถามเรียงตัว ข้าไม่เชื่อว่าจะจับหนูในท่อระบายน้ำตัวนี้ออกมาไม่ได้!”
เดิมทีซานฉาก็มีอุปนิสัยเย่อหยิ่งวางอำนาจ ยิ่งตอนนี้นางมีข้ออ้างว่าตนเองเป็นผู้เสียหายก็ยิ่งไม่สนกฎเกณฑ์ ขานชื่อถามเรียงตัวจริงๆ
“ตู้เจวียน ใช่เจ้าหรือไม่ อิ๋นถัง เจ้าหลบอะไร ใช่เจ้าหรือไม่”
ในที่สุดสาวใช้รุ่นเล็กคนหนึ่งก็แบกรับแรงกดดันทางจิตใจไม่ไหว เอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่ใช่ข้า แต่ว่า…เมื่อคืนตอนที่พี่ซานฉาแสดงระบำอยู่ แขกในห้องวิมานจันทร์ชมจนเคลิบเคลิ้ม พี่อวี้ฉยงไม่พอใจจึงอุ้มผีผาไปพักในห้องเล็กที่กั้นแบ่งไว้สำหรับเก็บของ หลังจากนั้นก็กลับมา”
เสียงสูดลมหายใจดังขึ้นในโถงใหญ่ หมิงหวาฉัง เหรินเหยา และเจียงหลิงมีท่าทีกระตือรือร้นขึ้นในชั่วพริบตา คนทั้งหมดพร้อมใจกันหันไปมองอวี้ฉยง
ซานฉารู้สึกยินดีในใจ เดิมทีนางโวยวายอย่างดุดันเพียงเพื่อแสร้งวางโตข่มขวัญผู้อื่น นางสงสัยอวี้ฉยงตั้งแต่เห็นแถบแพรแดงถูกตัดแล้ว แต่จนใจที่ไร้หลักฐาน กำลังกลัดกลุ้มอยู่ว่าจะเล็งหัวหอกไปที่อวี้ฉยงด้วยวิธีใดดี บังเอิญแท้ๆ ที่อวี้ฉยงยื่นจุดอ่อนมาให้เองพอดี
ดวงตาของซานฉามองต่ำ เอ่ยเหน็บแนมทันใด “แขกในห้องวิมานจันทร์ผู้นั้นแต่ไหนแต่ไรเป็นแขกของพี่อวี้ฉยง เมื่อคืนกลับถูกข้าแย่งชิงความโดดเด่นไป ขออภัยท่านด้วยจริงๆ พี่อวี้ฉยง ท่านผูกใจเจ็บจึงคิดแผนการอำมหิต ลอบเล่นอุบายกับแถบแพรแดงของข้า คิดจะให้ข้าตกลงมาขาหัก หมดหนทางระบำได้อีกใช่หรือไม่”
อวี้ฉยงอุ้มผีผาด้วยท่วงทีสงบไม่สะทกสะท้านดังเดิม ตอบนิ่งๆ ว่า “ไม่ใช่ฝีมือข้า เมื่อคืนแขกผู้ทรงเกียรติผู้นั้นเอาแต่มองเจ้า ไม่ไยดีเพลงผีผาของข้า ข้าย่อมขุ่นเคือง ทว่าไปพักปรับอารมณ์ในห้องเล็กครู่หนึ่งข้าก็คิดตกแล้ว แขกมาเยือนหอเทียนเซียงคือการเกื้อหนุนจุนเจือ หากไม่ใช่เพราะพวกเขา พวกเรากระทั่งจะใช้ชีวิตต่อไปก็ทำไม่ได้ด้วยซ้ำ ไฉนเลยจะมีเครื่องทองหยกให้สวมใส่ มีบ่าวไพร่ให้ใช้สอยเช่นทุกวันนี้ พวกเขาเป็นทั้งผู้ค้ำจุนชีวิตและผู้มีพระคุณ จึงถูกเรียกว่าแขกผู้มีคุณ ยามที่แขกผู้มีคุณโอบอุ้มพวกเรา พวกเราควรสำนึกซาบซึ้ง แต่หากไม่โอบอุ้ม นั่นก็เป็นชะตากรรมของพวกเราเอง ข้าจะหึงหวงแง่งอนใส่แขกผู้มีคุณได้อย่างไร ดังนั้นหลังจากข้าคิดตกจึงกลับไปทันที จากนั้นก็อยู่เป็นเพื่อนแขกจนถึงยามไฮ่ มามาพบว่ามีคนเสียชีวิต ข้าจึงได้ออกมาจากห้องวิมานจันทร์”
วาจาร่ายยาวของอวี้ฉยงทั้งสุภาพอ่อนโยนและมีเหตุผล สยบซานฉาที่แยกเขี้ยวกางกรงเล็บได้ในพริบตา ซานฉาชิงชังท่าทางจอมปลอมเช่นนี้ของอวี้ฉยงที่สุด ทุกคนต่างเป็นหญิงคณิกา อีกฝ่ายกลับทำเป็นคนดี คำก็จรรยาสตรี สองคำก็จรรยาสตรี นึกว่ายังเป็นคุณหนูตระกูลขุนนางอยู่จริงๆ หรือไร