กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น
ทดลองอ่าน กุนซือหญิงพลิกชะตาแคว้น บทที่ 117-118
ถึงแม้ตอนแรกที่สอบสวนสายลับจะให้การอย่างคล่องแคล่ว แต่กลับมีแต่คำโกหก เมื่อซักถามอย่างละเอียดอีกที สายลับคนนั้นก็ไม่เปลี่ยนคำพูด
ตามความคิดเห็นของเสนาบดีกรมอาญา คดีนี้ก็สามารถตัดสินลงโทษและปิดคดีได้แล้ว
แต่จี้ปิ่งหลินซึ่งรับหน้าที่ดูแลคดีนี้กลับไม่ทำอย่างสุ่มสี่สุ่มห้าและไม่ยอมปิดคดี ถึงกับส่งคนไปที่แคว้นปอเพื่อตรวจสอบตามคำสารภาพของสายลับคนนั้น
การแกะรอยตลอดทางนี้ได้สาวไปถึงต้นตอ ถึงกับตรวจสอบได้ว่าคนผู้นี้ก็คือบ่าวรับใช้ของสกุลเซิน เรื่องราวต่อจากนั้นก็ค่อนข้างวุ่นวายมาก
เซินยงเมื่ออยู่ต่อหน้าทูตของต้าฉีก็ปั้นหน้าบริสุทธิ์ใสซื่อ พูดตรงๆ ว่าตนเองก็ไม่รู้ว่าบ่าวในบ้านของตนเองเหตุใดต้องไปที่แคว้นต้าฉีเพื่อรับบุตรชายอ๋องคนโตกลับมา ส่วนทางด้านจีอู๋เจียงที่รับหน้าที่ต้อนรับทูตต้าฉีก็ไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน ถึงกับจับบุตรกับภรรยาของสายลับคนนั้นมาทั้งหมด ให้ทูตต้าฉีพากลับแคว้นไปด้วย ให้เผชิญหน้ากับสายลับคนนั้น
สุดท้ายสายลับคนนั้นเห็นบุตรกับภรรยาถูกพากลับมาที่ต้าฉีด้วย จึงหลั่งน้ำตาเนืองนองทันที ไม่ปากแข็งอีกต่อไป และสารภาพอย่างซื่อตรงว่าเป็นแผนการของเซินยงที่บงการให้เขาปลอมถ้อยคำของอ๋องแคว้นปอ หลอกเจียงจือผู้นั้นพากลับแคว้น จากนั้นให้สังหารทิ้งระหว่างทาง
ส่วนตอนที่เขาถูกจับแล้วปฏิเสธไม่ยอมรับคำพูดของเจียงจือ ทุกอย่างเป็นเพราะเซินยงจับคนในครอบครัวเขามาขู่เข็ญ เตือนว่าจะต้องพูดใส่ร้ายเมื่อถูกจับได้
จี้ปิ่งหลินรู้สึกว่าไต่สวนถึงตรงนี้ถึงนับว่าน้ำลดตอผุด ความจริงกระจ่างแล้ว ดังนั้นจึงมอบให้เสนาบดีกรมอาญาปิดคดี จัดการเรียบเรียงออกมาเป็นเอกสาร แล้วคัดลอกอีกชุดหนึ่งส่งไปที่จวนรัชทายาท
สรุปก็คือวันที่ได้รับเอกสารนั้น จวนรัชทายาทนับว่าประหยัดอาหารไปหนึ่งปาก เพราะเฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้กินข้าวแม้แต่เม็ดเดียวตลอดทั้งวัน
เขานั่งเหม่ออยู่ในห้องหนังสือ ในสมองหวนคิดถึงสภาพของเจียงซิ่วรุ่นที่หลั่งน้ำตาสะอื้นไห้ยอมรับผิดต่อหน้าเขาในวันนั้นอยู่ตลอดเวลา
เขาในเวลานั้นถึงกับปักใจเชื่อว่าเป็นเพราะนางอาศัยความรักใคร่โปรดปรานจึงกล้าวางแผนลับหลัง หลังจากถูกมองแผนการออกก็ร่ำไห้ขอให้ยกโทษอย่างเอาแต่ใจ น่าขันที่ในตอนนั้นเขายังหยิ่งยโสไม่ยอมตกอยู่ใต้อำนาจของหยดน้ำตาใสราวกับแก้วผลึกของนางที่กำลังไหลร่วงริน
เวลานี้คิดแล้วเจียงซิ่วรุ่นของเขาได้รับความอยุติธรรมจนถึงขั้นใดกันเล่า จนสุดท้ายถึงกับยอมรับผิดและขอความเมตตาจากเขาอย่างนอบน้อมถึงเพียงนั้น…
ภาพนั้นวนเวียนอยู่ในสมองของเฟิ่งหลีอู๋นับครั้งไม่ถ้วน แต่ละครั้งล้วนทิ่มแทงจนเฟิ่งหลีอู๋เจ็บปวดใจอย่างยิ่ง
หลังกองราชทัณฑ์ตรวจสอบคดีนี้อย่างละเอียด เขาย่อมจะเข้าใจสาเหตุของเรื่องราว เมื่อคิดอย่างละเอียดก็คือแคว้นปอแห่งนั้นเหมือนกับหลุมไฟ จะเป็นไปได้อย่างไรที่เจียงซิ่วรุ่นจะเป็นฝ่ายติดต่อกับขุนนางเก่าแก่เพื่อกลับไป กลับเป็นชายาเซินกับเซินยงนั่นที่น่าชังนัก ถึงกับมีเจตนาชั่วร้ายแอบซ่อนไว้ แล้วคว่ำถังอุจจาระ* ไว้บนตัวของพวกเจียงจือสองพี่น้อง
ที่น่าแค้นที่สุดก็คือเหตุใดตอนนั้นเขาถึงเกิดความสงสัยขึ้นมา แล้วเชื่อว่าเจียงซิ่วรุ่นอยากไปจากเขา ลอบวางแผนอย่างเจ้าเล่ห์
ส่วนที่ว่าเหตุใดเจียงซิ่วรุ่นจึงกล้ำกลืนความไม่เป็นธรรมยอมรับผิดเอาไว้ นั่นก็เข้าใจได้ไม่ยาก
ในที่สุดเฟิ่งหลีอู๋ก็ตระหนักได้แล้ว การที่สตรีนางนั้นเอาอกเอาใจเขาอย่างระมัดระวังไปทุกที่ เบื้องหลังนั้นซ่อนจิตใจที่เคารพยำเกรงเขาไว้มากเพียงใด
นาง…แท้ที่จริงแล้วรักเขามากขึ้น…หรือว่ากลัวเกรงเขามากขึ้นกันแน่
ในชีวิตที่ผ่านมาเฟิ่งหลีอู๋ทำเรื่องราวใดไม่เคยมองย้อนกลับไป ยิ่งไม่เคยยอมรับผิดอย่างจริงใจต่อผู้คนมาก่อน แต่ครั้งนี้หลังตำหนิชายารองตัวน้อยของเขาไปก็รู้ตัวว่าทำผิดไปแล้ว ตลอดเวลาเขาจึงค่อนข้างกินนอนไม่เป็นสุข
ดังนั้นการที่เจียงซิ่วรุ่นออกจากเมืองหลวงไปอย่างขุ่นเคืองใจก็มีคำอธิบายที่ดีมาก นางได้รับความไม่เป็นธรรมมากมายถึงปานนั้น ในใจจะไม่เสียใจได้อย่างไรกัน
ชั่วขณะนั้นเฟิ่งหลีอู๋ยังคิดไม่ออกว่าจะเกลี้ยกล่อมให้เจียงซิ่วรุ่นกลับเมืองหลวงอย่างไรดี ได้แต่ส่งคนไปสอบถามถึงสถานการณ์ล่าสุดของนางกับสถานการณ์ของการสร้างอ่างเก็บน้ำที่ฮั่นหยางเป็นการลับ
ว่ากันตามจริง ตอนนั้นถึงแม้เขาจะมอบงานให้กับเจียงซิ่วรุ่น แต่ในใจไม่เคยเชื่อเลยว่านางจะสร้างผลงานออกมาได้มากมายสักเท่าใด ประมาณว่าก็แค่มอบกำลังคนที่มีความสามารถให้นางบ้างเท่านั้นเอง เมื่อมีผู้ช่วยคอยช่วยจัดการงานแล้ว คิดว่าก็คงไม่เกิดความผิดพลาดมากมายอะไร
แต่หลังจากได้ฟังองครักษ์ที่ติดตามอยู่ข้างกายนางรายงานอย่างละเอียดแล้ว ในฐานะที่เฟิ่งหลีอู๋เป็นทายาทราชบัลลังก์ของแว่นแคว้นหนึ่ง ก็ต้องยอมรับว่าในหมู่ขุนนางบุ๋นบู๊เต็มราชสำนัก เมื่อนับขึ้นมาแล้วก็มีไม่กี่คนเท่านั้นที่มีความสามารถในการประสานงานได้อย่างคล่องแคล่วเหมือนอย่างเจียงซิ่วรุ่น
หากไม่ไปคิดถึงร่างกายที่เป็นสตรีของนาง นี่ก็คือคนที่พร้อมจะเป็นขุนนางโดยแท้!
เมื่อคิดเช่นนี้ ในใจเฟิ่งหลีอู๋ก็ยิ่งไม่สบายใจโดยไม่ทราบสาเหตุ
เดิมคิดว่าหลังจากผ่านไปหนึ่งเดือนนางก็จะกลับเมืองหลวง ดังนั้นเฟิ่งหลีอู๋จึงส่งข้าวของให้นางครั้งละหนึ่งลำเรืออย่างเงียบๆ ถือว่าช่วยแก้ไขความกังวลในภายหลังแทนนาง จะได้สามารถทุ่มเทจิตใจทำงานได้อย่างเต็มกำลัง
ด้วยสติปัญญาอันเฉลียวฉลาดของนางจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่านี่คือเขาเป็นฝ่ายแสดงเจตนาดีต่อนาง เฟิ่งหลีอู๋รู้สึกว่าเมื่อนางหายโกรธก็จะกลับมาเอง
คิดไม่ถึงเลยว่าผ่านไปหนึ่งเดือนแล้วนางก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะกลับมา เฟิ่งหลีอู๋ทนไม่ไหวอีกต่อไปจึงมาหาด้วยตนเองแล้ว
* อีการ้องดาวร่วง หมายถึงหนาวเย็นและเงียบเหงาวังเวง เป็นการถ่ายทอดภาพยามค่ำคืนในฤดูใบไม้ร่วงที่เงียบสงัด
* ปีนต้นไม้หาปลา หมายถึงใช้วิธีการที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถบรรลุเป้าหมายได้
* มาจากสำนวน ‘เอาหน้าร้อนๆ ไปแนบก้นเย็นๆ’ หมายถึงถูกหมางเมินหรือเย็นชาใส่
* คว่ำถังอุจจาระ หมายถึงใส่ร้ายป้ายสี โยนความผิดให้คนอื่น
ติดตามตอนต่อไปวันที่ 26 มิ.ย. 69
Comments



