นับแต่นางมาที่ฮั่นหยาง มีเพียงตอนแรกเริ่มที่ได้รับจดหมายฉบับหนึ่งจากเฟิ่งหลีอู๋ สั่งให้นางกลับไปให้เร็วหน่อย อย่าได้เถลไถล
ในจดหมายเขียนด้วยคำที่ใช้พูดกันในยามส่วนตัว แต่จดหมายตอนที่เจียงซิ่วรุ่นตอบกลับไปกลับเป็นการรายงานต่อเจ้านาย มีภาษาที่เคร่งครัดเป็นทางการ บรรยายทุกสิ่งทุกอย่างที่ตนเองทำหลังจากมาถึงฮั่นหยาง รวมทั้งแจ้งเรื่องที่นางกำลังจะทำอย่างละเอียด ทำให้ไม่สามารถจากไปได้จริงๆ
หลังจากส่งจดหมายทางการฉบับนี้ไปแล้ว ทางด้านรัชทายาทก็ไม่มีจดหมายเร่งให้นางกลับเมืองหลวงอีกเลย
เจียงซิ่วรุ่นรู้สึกว่านี่เป็นเรื่องปกติอย่างมาก เฟิ่งหลีอู๋ไม่ว่าจะเป็นชาติก่อนหรือว่าชาตินี้ล้วนเป็นบุรุษที่ให้ความสำคัญกับการแสวงหาอำนาจทั้งสิ้น
หากนางรายงานต่อรัชทายาทให้กระจ่างแจ้งว่าตนเองไม่ได้หลบอยู่ที่ฮั่นหยางเพื่อระบายโทสะแต่อย่างใด และถ้าสร้างผลงานได้สำเร็จ รัชทายาทก็จะให้ความสำคัญกับงานบ้านเมืองได้อย่างสบายใจ ไม่มีทางรบกวนเรื่องงานชลประทานที่ฮั่นหยางเป็นแน่
ขบวนเรือที่ลำเลียงข้าวของมาส่งหลังจากนั้นก็ยืนยันได้ว่ารัชทายาทพอใจกับผลงานด้านการปกครองของตนเอง ดังนั้นเจียงซิ่วรุ่นจึงปักหลักอยู่ที่นี่ได้ในที่สุด นางใคร่ครวญว่าจะอยู่นานขึ้นอีกประมาณหนึ่งหรือสองเดือน นอกจากนี้งานสร้างคลองส่งน้ำไม่ได้มีที่ฮั่นหยางแค่ที่เดียว หลังจากนี้นางยังสามารถอยู่ในพื้นที่อื่นเพื่อควบคุมงานสร้างเช่นนี้ต่อไปได้อีก
ความรักระหว่างชายหญิงจะล้ำค่าก็เพราะได้อยู่ด้วยกันตลอดเวลา เวลานี้นางกับรัชทายาทอยู่ด้วยกันน้อย อยู่ห่างไกลกันสุดหล้าฟ้าเขียวมากกว่า ความรักย่อมจืดจางดุจควันเมฆ
อันที่จริงขอเพียงรัชทายาทไม่เอาแต่ยึดติดอยู่กับนาง การอยู่ร่วมกันแบบเจ้านายกับขุนนางเช่นนี้ ถึงจะเป็นวิถีของผู้ปกครองอย่างแท้จริง และก่อนนางจากเมืองหลวงมา ได้ถือโอกาสเลือกซื้อข้าวของที่จะใช้ระหว่างทางเพื่อฝากข้อความไว้ที่ร้านของจีอู๋เจียงแล้ว
ในพื้นที่สร้างอ่างเก็บน้ำที่ฮั่นหยางเนื่องจากมีคนงานไปๆ มาๆ เป็นจำนวนมาก นางจึงได้ลอบติดต่อกับคนที่จีอู๋เจียงส่งมาอยู่หลายครั้ง…เมื่อคิดถึงตรงนี้ใจของเจียงซิ่วรุ่นก็มั่นคงขึ้นบ้างแล้ว
คนเราเมื่อมีทิศทางที่คิดมุ่งไปแล้วก็จะไม่สับสนงุนงงอีก ถึงแม้ทุกวันจะเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเพียงใด แต่เจียงซิ่วรุ่นกลับรู้สึกว่าชีวิตของนางมีความสุขและเป็นอิสระกว่าตอนที่ต่อกรกับเหล่าชายารองและอนุภรรยาผู้สูงศักดิ์เต็มเรือนในเมืองลั่วอันเป็นอย่างมาก
นางคำนวณบัญชีอยู่ครู่หนึ่ง กลิ่นหอมของขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักก็ลอยมาจากในกระโจมเล็กหลังนั้นแล้ว
อยู่ในพื้นที่ก่อสร้างที่ฮั่นหยางนานวันเข้า เจียงซิ่วรุ่นก็ยิ่งไม่เหมือนบุตรสาวอ๋องมากขึ้นทุกที เวลาที่กินข้าวถึงกับค่อยๆ เลียนแบบธรรมเนียมของชาวบ้านในท้องถิ่นไปทีละนิดๆ นางเลือกเนินเขาที่มีพื้นที่สูงหน่อย แล้วนั่งขัดสมาธิบนก้อนหินใหญ่ที่ราบเรียบก้อนหนึ่ง ในมือถือชามไม้กับตะเกียบไม้ไผ่ คีบขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักแล้วก็กินลงไป
ขนมเปี๊ยะไส้เนื้อกับผักรสชาติอร่อยมาก เพียงแต่ใส่เกลือมากไปหน่อย เจียงซิ่วรุ่นกินไปครึ่งหนึ่งก็รู้สึกกระหายน้ำอยู่บ้าง จึงตะโกนเรียก “เฉี่ยนเอ๋อร์ น้ำเต้าหู้ที่ต้มเมื่อเช้ายังมีอยู่หรือไม่ ยกมาให้ข้าหน่อย”
ในเวลานี้เองพลันมีคนส่งถุงหนังใส่น้ำขนาดกะทัดรัดที่ทำจากหนังวัวฝังอัญมณีมาให้นางใบหนึ่ง
นี่เป็นของหายากที่ไม่พบเห็นได้ในเขตพื้นที่ฮั่นหยาง!
เจียงซิ่วรุ่นเงยหน้าและหันกลับไปมองอย่างประหลาดใจ ก่อนเห็นเฟิ่งหลีอู๋ที่สวมเสื้อคลุมขนสัตว์สีดำยืนอยู่ด้านหลังนาง
เขาก็เป็นแบบเดียวกับเฟิ่งอู่ก่อนหน้านี้ คือมองดูผิวหนังที่เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มของนาง แล้วก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เห็นนางตะลึงลานไม่รับถุงหนังใส่น้ำสักที เฟิ่งหลีอู๋ก็เปิดจุกให้เสียเลย แล้วยื่นถุงหนังไปถึงปากของนาง
เจียงซิ่วรุ่นเพิ่งได้สติกลับมา นางรีบวางชามกับตะเกียบลงทันที แล้วรับถุงหนังใส่น้ำมา ก่อนจะคำนับเฟิ่งหลีอู๋แล้วพูดว่า “รัชทายาทเสด็จมาที่นี่ เหตุใดทรงไม่ส่งคนมาแจ้งสักคำล่ะเพคะ”
เฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้เห็นคนตรงหน้าผู้นี้มาเดือนกว่า ความคิดถึงภายในใจท่วมท้นไปทั้งอกอยู่นานแล้ว แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเมื่อได้เห็นนางจริงๆ แล้ว นางกลับเหมือนกับที่แจ้งมาในจดหมายนั่นมิผิดเพี้ยน คือทำตัวเย็นชาห่างเหิน พูดจาเป็นทางการ ทำให้เขาหนาวสะท้านเข้าไปถึงก้นบึ้งของหัวใจแล้ว
อันที่จริงตลอดเวลาที่เฟิ่งหลีอู๋ไม่ได้มาที่นี่ก็เพราะมีสาเหตุบางอย่าง
ตอนแรกเริ่มเขาเขียนจดหมายเร่งให้เจียงซิ่วรุ่นกลับเมืองหลวง นางกลับตอบด้วยจดหมายที่เย็นชาห่างเหินและเกรงอกเกรงใจมากฉบับหนึ่ง ทำให้เขาโมโหจนแทบระเบิดอารมณ์แล้วจริงๆ
ยอมอดทนอดกลั้นให้นางเสียทุกอย่าง แต่นางกลับยิ่งทำตัวกำเริบเสิบสานมากขึ้นแล้วจริงๆ!
ในตอนที่เฟิ่งหลีอู๋เตรียมยกพู่กันว่านางให้รีบไสหัวกลับมาเร็วๆ หน่อย เอกสารม้วนหนึ่งของกองราชทัณฑ์กลับส่งมาถึงแล้ว
เอกสารนี้ก็คือคดีที่เจียงจือจับสายลับแคว้นปอคนนั้นส่งทางการนั่นเอง