บทที่ 118
เจียงซิ่วรุ่นเห็นเฟิ่งอู่ยืนนิ่งไม่พูดไม่จาก็กล่าวอย่างอดทน “โปรดทรงหลบหน่อย องค์ชายรองทรงขวางเชือกวัดพื้นที่ของกระหม่อมอยู่”
เฟิ่งอู่ก้มหน้ามองดูใต้เท้า ก่อนเห็นว่าเท้าเขาเหยียบเชือกทาสีน้ำมันเส้นหนึ่งอยู่ ดังนั้นจึงรีบยกเท้าออกทันที
เจียงซิ่วรุ่นก็ไม่สนใจเขา ยังคงสั่งการคนงานให้วัดพื้นที่ต่อไปอย่างมุ่งมั่น เพื่อจะได้สร้างวัวหินซึ่งเป็นเครื่องมือสำหรับวัดระดับน้ำ และตั้งเสาลงในอ่างเก็บน้ำได้อย่างเหมาะสม
เหล่าขุนนางที่ติดตามมาอยู่ด้านหลังเฟิ่งอู่กลับรู้สึกกระอักกระอ่วนทันที นึกในใจว่าใต้เท้าเจียงเป็นคนที่เฉลียวฉลาดมีไหวพริบคนหนึ่ง เหตุใดเห็นองค์ชายแล้วยังมีท่าทางเย็นชามากถึงเพียงนี้
บางคนที่รู้เรื่องราวทางโลกอย่างทะลุปรุโปร่งกลับนึกถึงเรื่องคอขาดบาดตายขึ้นมาได้ เวลานี้ราชสำนักแตกแยก ทั้งสองฝ่ายต่อสู้แย่งชิงกันอย่างดุเดือด ใต้เท้าเจียงผู้นี้คือคนที่ออกมาจากจวนรัชทายาท เป็นฝ่ายของรัชทายาท ส่วนองค์ชายรองได้รับความโปรดปรานเป็นพิเศษจากฮ่องเต้มากกว่า เป็นฝ่ายที่สนับสนุนฮ่องเต้
ส่วนพวกเขาที่ตั้งใจประจบเอาใจองค์ชายรองจะถูกมองว่าจงใจแบ่งฝักแบ่งฝ่ายเพื่อยึดครองตำแหน่งหรือไม่เล่า จู่ๆ พวกเขาก็รู้สึกกังวลทันที ลอบร้องในใจว่าตายแน่แล้ว
แต่เฟิ่งอู่กลับแนบหน้ากับก้นเย็นๆ* ของเจียงซิ่วรุ่นจนชินแล้ว จึงไม่ใส่ใจแต่อย่างใด เพียงยืนอยู่ข้างๆ นาง แสดงท่าทางว่าปรารถนาจะขอความรู้อย่างยิ่ง เฝ้าถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่หยุด
ไม่นานนักก็ถึงเที่ยงวัน ควรจะกินอาหารกลางวันเสียที ช่วงหลายวันนี้กรมอากรในเมืองหลวงมักส่งเรือที่ขนธัญพืช น้ำมัน และผักต่างๆ มาที่ฮั่นหยางอยู่เป็นระยะๆ
ดังนั้นในพื้นที่ก่อสร้างหลายวันมานี้จึงได้กินของสดใหม่อย่างอุดมสมบูรณ์มากขึ้น
เดิมเฟิ่งอู่คิดว่าจะกินอาหารอย่างละเลียดกับเจียงซิ่วรุ่นสักมื้อหนึ่ง สองคนนั่งเข่าชนกันอยู่ในกระโจมเล็กๆ บนเนินเขา หันหน้าเข้าหากันเพื่อกินอาหาร ไม่ว่าจะคิดอย่างไรก็ล้วนแสดงความคลุมเครือแบบหนึ่งออกมา
เขาในขณะนี้ไม่ได้คิดเลยแม้แต่น้อยว่าสตรีผู้นี้นับไปแล้วก็คือพี่สะใภ้ของเขา
ระหว่างฟ้าดินเหลือเพียงเขากับเจียงซิ่วรุ่นเท่านั้นถึงจะดี!
แต่เมื่อไป๋เฉี่ยนสาวใช้อัปลักษณ์คนนั้นของเจียงซิ่วรุ่นยกผักที่ต้มเสียจนเละหม้อหนึ่งมาวางไว้ตรงเบื้องหน้าเฟิ่งอู่ด้วยสีหน้าแฝงรอยยิ้มประหลาดพิกล เขาก็นึกถึงเรื่องที่ไม่น่าอภิรมย์ในอดีตขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ และเกิดความรู้สึกขยะแขยงอยากอาเจียนขึ้นมา ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็สะกดกลั้นไม่อยู่ หลังจากส่งเสียงอาเจียนแห้งๆ ออกมาสองคราแล้วก็ถลึงตาจ้องไป๋เฉี่ยนอย่างดุร้ายแวบหนึ่ง แล้วกล่าวลาไปด้วยใบหน้าบึ้งตึงทันที
รอจนองค์ชายรองจากไปไกลแล้ว เจียงซิ่วรุ่นก็ก้มหน้ามองดูผักเปื่อยเละแล้วถามอย่างอยากรู้ “กินเช่นนี้จริงๆ หรือ”
ไป๋เฉี่ยนยิ้มพูดว่า “ยังทำไม่เสร็จเลยเจ้าค่ะ นี่คือผักหวานที่ขนมาจากเมืองหลวง ผสมกับเนื้อวัวสับปรุงรสเรียบร้อยแล้ว อีกประเดี๋ยวใส่น้ำมันในหม้อให้ร้อนจัด แม่ครัวก็จะเติมแป้งเข้าไปในแกงข้นเนื้อ กินคู่กับขนมเปี๊ยะไส้เนื้อและผักเจ้าค่ะ” พูดจบนางก็ยกหม้อใหญ่ใบนั้นกลับเข้าไปในกระโจมซึ่งใช้รวมกลุ่มกันทำอาหาร
คนที่มาหาเรื่องจากไปแล้ว ข้างหูของเจียงซิ่วรุ่นก็ได้รับความสงบ สามารถตั้งโต๊ะตัวเล็กและดีดลูกคิดได้แล้ว
เนื่องจากนางเตรียมตัวมาอยู่ที่ฮั่นหยางนี้อย่างเต็มที่ และเป็นเพราะระดมชาวบ้านมาทำงานได้แล้ว ในด้านแรงงานจึงประหยัดเงินไปได้มากจริงๆ รวมกับระยะเวลาของการสร้างสั้นลง เงินที่ต้องใช้จ่ายจึงลดลงไปถึงครึ่งหนึ่ง กองการเกษตรเนื่องจากสะสมทรัพย์สินที่ได้จากภาษีหนอนไหม จึงสามารถจัดการค่าใช้จ่ายในการสร้างจนผ่านไปได้แล้ว
เพราะด้านอาหารการกินค่อนข้างอัตคัดขัดสน โชคดีที่มีข้าวกับแป้งมากมาย และยังมีข้าวของอีกมาก ซึ่งล้วนได้รับการเอื้อเฟื้อโดยกรมอากร จึงมีเสบียงให้ปรุงอาหารได้ไม่ขาด
แต่เจียงซิ่วรุ่นก็รู้ว่ากรมอากรไม่มีทางช่วยกองการเกษตรโดยไม่มีสาเหตุ น่าจะเป็นเพราะเฟิ่งหลีอู๋ออกหน้าจัดแจงและดูแลเรื่องเงินให้กับนางกระมัง