บทที่ 79
ท่าทีของเฟิ่งหลีอู๋กลับอยู่ในความคาดหมายของเจียงซิ่วรุ่นแล้ว
หากเป็นก่อนหน้านี้ พอเห็นคิ้วกระบี่ของเฟิ่งหลีอู๋เลิกขึ้น นางย่อมไม่กล้ามีความคิดเห็นอีกต่อไป
แต่เวลานี้เจียงซิ่วรุ่นค่อยๆ รู้ทันความคิดเฟิ่งหลีอู๋มากขึ้น เขาไม่ใช่พวกที่จะมาเจ้ากี้เจ้าการกับเรื่องเล็กน้อยเหล่านั้น นางจึงแอบอิงเข้ากับร่างของเขาอย่างระมัดระวัง ลูบปมที่คอเสื้อของเขาพลางพูดว่า “รัชทายาททรงรู้หรือไม่ว่าในช่วงหนึ่งเดือนกว่านี้หม่อมฉันต้องอยู่ที่จวนกี่วัน หากรัชทายาททรงไม่อนุญาตให้หม่อมฉันไปสำนักศึกษา อาจารย์และสหายร่วมชั้นเรียนที่สำนักศึกษาล้วนไปเข้าร่วมการชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกกันหมด ปิดสำนักไปหนึ่งเดือนกว่า อย่างนั้นหม่อมฉันก็ได้แต่ต้องทนอยู่ในจวนเท่านั้น…”
เฟิ่งหลีอู๋ถูกนิ้วเรียวยาวของนางลูบไล้ ก็พูดอย่างค่อนข้างใจลอยอยู่บ้าง “แล้วอย่างไร อยู่อย่างเรียบร้อยว่าง่ายในจวนรัชทายาทไม่ดีหรือ”
เจียงซิ่วรุ่นพ่นลมหายใจใส่คางของเขา “เดือนหน้าพระองค์จะไปตรวจดูแนวป้องกันตลอดลำคลอง ต้องเร่งรุดไปตรวจดูเรื่องสำคัญนี้ในฤดูใบไม้ร่วงก่อนที่จะหนาวจนน้ำจับเป็นน้ำแข็ง ไม่อยู่ที่จวนถึงหนึ่งเดือน อันที่จริงแคว้นเว่ยถึงแม้จะห่างไกลอยู่สักหน่อย แต่กลับอยู่ห่างจากพื้นที่แนวป้องกันของรัชทายาทไม่ไกลนัก หากงานชุมนุมหนังสือจบลงเร็ว หม่อมฉันยังสามารถไปสมทบกับรัชทายาทแล้วกลับพร้อมกันได้ ไยมิใช่ดียิ่งหรอกหรือเพคะ”
เฟิ่งหลีอู๋คิดไม่ถึงว่าเจียงซิ่วรุ่นคำนวณระยะทางจุดหมายที่เขาจะไปได้แม่นยำถึงเพียงนี้ เพียงแค่ลองคิดดูว่านางดีดลูกคิดคำนวณอย่างละเอียดว่าเขาจะออกจากจวนไปนานเพียงใด แล้วยังมีท่าทางที่ดูอาลัยอาวรณ์ไม่อาจตัดใจอีก เขาก็รู้สึกว่าดูมีชีวิตชีวาน่ารักน่าเอ็นดูมาก
ทันใดนั้นเขาก็กล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง “ข้าแค่ไปตรวจดูลำคลอง พร้อมกับดูแนวป้องกันตลอดแนวด้วยเท่านั้นเอง ไม่มีทางไปนานมากนัก หากเจ้าไม่อาจตัดใจแยกจากไป…เช่นนั้นก็ติดตามไปพร้อมกับข้าได้”
เจียงซิ่วรุ่นส่ายหน้ารัวๆ เป็นกลองป๋องแป๋ง “ตามไปพร้อมกับรัชทายาท ไยมิใช่ต้องปลอมตัวเป็นบุรุษ ถึงตอนนั้นหากถูกรัชทายาทลากตัวเข้าไปในกระโจม แล้วถูกผู้คนพบเห็นเข้า ชื่อเสียงอันบริสุทธิ์ผุดผ่องของรัชทายาทยังจะรักษาไว้ได้หรือเพคะ”
ความหนักแน่นเต็มสิบส่วนของเฟิ่งหลีอู๋ในเวลานี้ถูกนางเกลี้ยกล่อมจนอ่อนยวบเหลือแค่ห้าส่วนไปแล้ว ที่จริงเขาเองก็รู้สาเหตุที่เจียงซิ่วรุ่นไม่ยอมทนอยู่ในจวนเช่นกัน
หลายวันนี้ข้ารับใช้มารายงานว่าเฉาซีส่งคนไปจับตามองคุณชายน้อยเจียงอย่างใกล้ชิดอยู่ตลอด เหมือนว่าต้องการจะจับพิรุธอะไรบางอย่างระหว่างคุณชายน้อยเจียงกับเถียนจิ้งเอ๋อร์ จึงคอยส่งคนไปสอดส่องที่เรือนทั้งสองแห่งนั้น
และเป็นเพราะเฉาซีจับตามองอย่างใกล้ชิดนี่เอง เจียงซิ่วรุ่นถึงไม่ได้แต่งกายเป็นสตรีกลับไปที่เรือนของเจียงซิ่วเหยามาหลายวันแล้ว
ในเมื่อนางไม่ชอบจับเจ่าอยู่ในบรรยากาศอึมครึมที่เรือนหลัง เช่นนั้นก็ตามใจนางเถิด คิดเสียว่าออกไปพักผ่อนจิตใจ รอจนเรื่องพวกนี้ยุติลงแล้ว นางค่อยกลับมาก็ไม่สาย
เมื่อคิดได้เช่นนี้เขาก็ตัดสินใจอนุญาตให้เจียงซิ่วรุ่นไปเข้าร่วมชุมนุมหนังสือสระน้ำหมึกได้แล้ว
เห็นดวงตาทั้งคู่ของเจียงซิ่วรุ่นเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นยินดียามที่มองมา เฟิ่งหลีอู๋ก็อมยิ้มและหยิกแก้มนางเบาๆ
เขาก็ยังคงมีนิสัยแบบเด็กๆ ฉวยโอกาสตอนที่นางยังไม่ได้ให้กำเนิดทายาทแก่เขา ให้นางได้เล่นสนุกไปตามใจ เมื่อเที่ยวเล่นจนพอแล้วหลังจากนั้นนางก็จะควบคุมอารมณ์ได้
เฟิ่งหลีอู๋แบกความคิดเช่นนี้เอาไว้ ตัดสินใจว่าจะให้นางไปเที่ยวเล่นสักหนหนึ่ง
ก่อนหน้านี้เขาอยู่ในสำนักศึกษา เคยเห็นท่วงท่างามสง่าหยิ่งผยองของนางยามโต้วาทีกับกลุ่มบัณฑิตลัทธิหรู ในเมื่อนางชอบแสดงออก ก็ไปเล่นให้สนุกเต็มที่แล้วกัน
เมื่อได้รับอนุญาตจากเฟิ่งหลีอู๋ ขั้นตอนต่อจากนั้นก็จัดการได้ง่ายแล้ว
เพราะว่าระหว่างทางกลัวนางจะกระแทกกระเทือน เฟิ่งหลีอู๋จึงสั่งให้ดัดแปลงรถม้าของตนเองคันหนึ่งมอบให้นางไปใช้
รถม้าคันนี้เดิมเป็นรถม้าที่รัชทายาทใช้โดยเฉพาะ ทั้งด้านหน้าด้านหลังล้วนแกะสลักสัญลักษณ์ประจำตัวรัชทายาทรูปสัตว์เขาทองแดงคุ้มครองรถ บนหลังคาไม้ก็แกะสลักเป็นเสือขาวตาสีฟ้าทำท่าหมอบตัวหนึ่ง ดูแล้วน่าเกรงขามอย่างยิ่ง เพียงแต่จุดที่พิเศษของรถม้าคันนี้กลับเป็นที่ตัวรถไม่ได้ยึดอยู่บนล้อรถ ใช้ขดลวดอ่อนหยุ่นเชื่อมต่อให้ตัวรถลอยอยู่เหนือล้อรถ ไม่ว่ารถม้าจะแล่นเร็วเพียงใด ในตัวรถม้าก็จะยังนิ่งไม่ขยับ