บทที่ 64
เฟิงอู๋จี๋รออยู่ในโรงเตี๊ยมเก่าแห่งนั้นจนฟ้ามืดถึงเห็นพี่สาวของเขาย้อนกลับมาในที่สุด เขารีบเดินออกจากห้องพักไปต้อนรับทันที
ดวงหน้าของเฟิงซุ่นอินถูกหมวกคลุมศีรษะบดบังกว่าครึ่ง นางหลุบตาเดินอย่างไม่รีบร้อน ประหนึ่งกำลังใคร่ครวญอะไรบางอย่าง จนน้องชายมาหยุดอยู่ตรงหน้านางก็ยังไม่เงยหน้าขึ้น
เฟิงอู๋จี๋รู้สึกแปลกใจ ขยับเข้าใกล้มาถาม “ท่านพี่ไม่เจออะไรหรือขอรับ”
เฟิงซุ่นอินเงยหน้าขึ้นทันใด นางเพิ่งหลุดจากภวังค์ เสียงที่เอ่ยจึงฟังดูเหม่อลอยอยู่เล็กน้อย “พอจะรู้ทิศทางคร่าวๆ แล้ว เตรียมตัวเถอะ หลังฟ้ามืดจะเริ่มเคลื่อนไหวทันที”
เฟิงอู๋จี๋โล่งอก เดิมหมายไปเตรียมตัว ทว่าเขากลับหยุดฝีเท้ามองนางอีกครั้ง “ท่านเป็นอะไรไปหรือ”
เฟิงซุ่นอินเดินผ่านเขาเข้าไปในห้องพัก “ไม่มีอะไร ข้าอาจต้องพักผ่อนสักครู่หนึ่ง”
คงเป็นภาพลวงตาที่เกิดจากเดินทางเหน็ดเหนื่อยมาหลายวันติดต่อกัน มิฉะนั้นจะรู้สึกว่านั่นเป็นเงาร่างของเขาได้อย่างไร…
ฟ้ามืดลงอย่างช้าๆ เฟิงอู๋จี๋รีบรุดออกไปส่งข่าวด้วยตนเอง เขาเรียกรวมกำลังพลที่หยุดรออยู่แนวหลังให้รีบเดินทางมาที่นี่
บรรดาทหารคุ้มกันในโรงเตี๊ยมต่างเริ่มเตรียมตัว พร้อมออกเดินทางกันทุกเมื่อ
เฟิงซุ่นอินอยู่ในห้องพัก นางอาบน้ำและกินข้าวอย่างไม่ลนลาน ได้ขจัดความเหนื่อยล้าออกไปบ้างก่อนมานั่งปิดตาพักผ่อนอยู่บนเก้าอี้
ไม่ได้พักจริงๆ แต่ความคิดสงบลงแล้ว นางรู้สึกว่าตนเองมองคนผิดไปแน่นอน นั่นไม่มีทางเป็นมู่ฉางโจวไปได้
เสียงเคาะประตูห้องดังขึ้น “ฮูหยิน ออกเดินทางได้แล้วขอรับ” ทหารคุ้มกันนายหนึ่งเอ่ยขึ้นจากข้างนอก
เฟิงซุ่นอินลืมตา สลัดความคิดทุกอย่างไปในชั่วพริบตา นางลุกขึ้นเก็บมีดสั้นให้เรียบร้อย จัดเสื้อคลุมกันลมแล้วเดินออกไปทันที
สีเมฆยามราตรีเข้มดั่งน้ำสีขุ่น เป็นเวลาเที่ยงคืนแล้ว
เฟิงอู๋จี๋พากำลังคนไปยังถนนร้างนอกหมู่บ้าน หยุดรออยู่เพียงไม่นานก็มองเห็นเงาคนกลุ่มหนึ่งทยอยกันออกมาจากหมู่บ้าน
เป็นทหารคุ้มกันกลุ่มนั้น แต่ละนายจูงม้าเดินออกมาอย่างแผ่วเบา จงใจกลบเกลื่อนร่องรอยความเคลื่อนไหว
เฟิงซุ่นอินตามมาด้านหลังสุด นางจูงม้าเดินออกจากหมู่บ้านมาไกลมากแล้วถึงค่อยเหยียบโกลนขึ้นขี่ม้า ควบม้าเข้ามาหา บนกีบเท้าม้ายังพันผ้าเอาไว้หนาชั้น ย่ำเสียงทึบๆ ท่ามกลางสายลมราตรีอันหนาวเย็น
นางกวาดตามองกลุ่มคนด้านหลังเฟิงอู๋จี๋ที่อยู่ท่ามกลางม่านราตรี สำรวจคร่าวๆ ว่ามีประมาณหนึ่งร้อยคน นี่ไม่นับว่ามาก แต่ติดตามเขามาเช่นนี้จะต้องเป็นคนที่ไว้ใจได้ของเขาแน่นอน นับประสาอะไรกับจำนวนคนที่ยังอยู่กับเฮ่อเส่อไชว่ซึ่งอาจไม่ได้มีมากมายแล้ว
“ทุกคนตามข้ามา ยิ่งเคลื่อนไหวเงียบๆ ยิ่งดี ค่อยลงมือตามสถานการณ์” นางสั่งเสียงเบาเสร็จก็ดึงสายบังเหียนควบม้าไปข้างหน้า
เฟิงอู๋จี๋โบกมือไปด้านหลัง ตามนางไปโดยไม่พูดอะไร
ขบวนเดินทางขึ้นหน้าอย่างไร้สุ้มเสียง เฟิงซุ่นอินอ้อมหมู่บ้านไปครึ่งรอบ มุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก เป็นทิศเดียวกับที่นางเห็นจากทางเข้าออกอีกฝั่งของหมู่บ้านก่อนหน้านี้พอดี
นางตรวจสอบในหมู่บ้านไปสองรอบ ยืนยันว่ามีโอกาสที่เฮ่อเส่อไชว่จะมุ่งหน้าไปทางนั้นมากที่สุด ส่วนสาเหตุที่อยู่แถวหมู่บ้านแห่งนี้เป็นเพราะพวกเขาจำเป็นต้องเติมเสบียงอาหารระหว่างหลบหนี ท้ายที่สุดยังคงหนีไม่พ้นสถานที่ที่มีผู้คน
เฟิงอู๋จี๋ตามมาฝั่งขวาของนาง เอ่ยเสียงเบา “พวกเราเข้ามาในเขตเหอซีแล้ว เหตุใดทิศทางนี้คล้ายจะไป…” เขาไม่ได้เอ่ยคำว่า ‘เหลียงโจว’ ออกมา
เฟิงซุ่นอินเพียงทำเป็นฟังไม่เข้าใจ นางเอ่ยเสียงนิ่งๆ ว่า “เขาจะหนีเข้ามาในเหอซีเองก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อาจคิดว่าเข้ามาหลบในเหอซีแล้วจะยิ่งถูกพบตัวได้ยากกว่า”
เฟิงอู๋จี๋อยากมองสีหน้าของพี่สาว แต่จนใจที่ฟ้ามืดเกินไป มองอะไรไม่ชัดเจน ทำได้เพียงตั้งใจเดินทางต่อ