บทที่ 58.2
หลังกลับถึงจวน ซือถูเซิ่งก็ดูแลให้ฉู่หลินหลางเข้าห้องพักผ่อนแล้วยังให้ดื่มยากล่อมอารมณ์จนหมด จากนั้นก็จุมพิตหน้าผากของนาง บอกให้นอนหลับอย่างเต็มอิ่ม ส่วนตัวเขาไปอยู่ในห้องหนังสือคิดทบทวนเหตุการณ์ที่เมื่อครู่ที่นางเล่าให้เขาฟังตั้งแต่ต้นจนจบ
เรื่องนี้เป็นความผิดของเขา เขาถึงกับลืมไปว่าขณะนี้ตนเองไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว เขาให้ที่พักพิงแก่คนที่ไม่อาจไม่เอาใจใส่ แล้วจะเปิดโอกาสให้ใครทำอะไรตามใจชอบได้หรือ
ซือถูเซิ่งคิดถึงจุดนี้แล้วก็ลุกขึ้นเดินไปที่ข้างชั้นวางหนังสือ ล้วงมีดพกเล่มหนึ่งในช่องลับข้างหลังออกมาเก็บไว้ในอกเสื้อ จากนั้นก็เรียกกวนฉีเข้ามา
“สารถีที่พาผู้ดูแลฉู่ออกจากจวนวันนี้ชื่อว่าอะไร”
กวนฉีเอ่ยตอบ “ชื่อว่าจี้ชางขอรับ เป็นญาติห่างๆ ของครอบครัวป้าหวังคนครัว ป้าหวังเป็นคนแนะนำเข้ามาในจวนขอรับ”
ซือถูเซิ่งพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “เรียกบ่าวรับใช้ที่ตามผู้ดูแลฉู่ออกไปวันนี้มาด้วย แล้วให้จี้ชางเอาม้าเทียมรถ ส่วนเจ้าออกไปข้างนอกกับข้า”
แม้พระอาทิตย์ใกล้จะลับฟ้าเต็มที แต่ซือถูเซิ่งไปยังที่ว่าการเพื่อปฏิบัติงานแล้วค้างคืนที่นั่นก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง กวนฉีพยักหน้าแล้วไปสั่งให้สารถีเตรียมรถม้า
แต่พอรถม้าแล่นออกจากตรอก ซือถูเซิ่งก็บอกให้สารถีบังคับรถม้าออกจากประตูเมืองไปเรื่อยๆ จนถึงข้างสุสานร้างตรงชานเมือง
เวลานี้พระอาทิตย์ลาลับยอดเขาไปแล้ว พวกนกกายืนเกาะเต็มกิ่งไม้ พอได้ยินเสียงล้อรถม้าก็ตื่นตกใจจนกู่ร้องเสียงแหลมดังระงมคล้ายเสียงภูตผีร้องโหยหวนอย่างน่าสะพรึง
จี้ชางผู้นั้นจอดรถม้าไว้ข้างทางแล้วไต่ถามอย่างขลาดกลัว “ใต้…ใต้เท้า ท่านจะไปที่ใดกันแน่ขอรับ นี่ก็มาถึงข้างสุสานร้างแล้ว”
ซือถูเซิ่งเปิดม่านประตูออกมองดูแล้วลงจากรถม้า เขาเอามือไพล่หลังเดินวนสองรอบ จากนั้นก็สาวเท้าเข้าไปในสุสานร้างคนเดียว
จี้ชางยกมือลูบแขนพลางมองไปรอบตัว เขาเอ่ยถามกวนฉี “ใต้เท้ามาที่นี่จะเซ่นไหว้บรรพบุรุษท่านใดหรือ”
กวนฉีถลึงตาใส่เขา พูดเสียงห้วน “มีแต่บรรพบุรุษตระกูลเจ้ากระมังที่ฝังศพอยู่ในสุสานร้าง!”
ไม่นานนักซือถูเซิ่งก็กลับมา เขาให้จี้ชางกับหวังอู่ไปเอาพลั่วลงมาสองเล่ม จากนั้นก็มองหาพื้นดินราบเรียบจุดหนึ่งแล้วบอกให้ทั้งสองขุดหลุม
หวังอู่ถามอย่างฉงนสงสัย “ใต้เท้า นี่จะทำอะไรหรือขอรับ”
ซือถูเซิ่งยืนอยู่ข้างรถม้า เขาเลิกคิ้วสูงพูดอย่างสงบนิ่ง “จะฝังสุนัขที่ไม่เชื่อฟังตัวหนึ่ง…เร่งมือเร็วเข้า พวกเรายังกลับไปทันอาหารเย็นที่จวน”
หวังอู่ไม่สงสัยเป็นอื่น เขาถือพลั่วเริ่มขุดดินทันที ทั้งยังพูดยิ้มๆ กับกวนฉี “ได้ยินว่าเย็นนี้มีเนื้อตุ๋นน้ำแดงสุราฮวาเตียวที่ผู้ดูแลฉู่เข้าครัวลงมือทำเองด้วย รสชาติอร่อยเหลือหลาย! ไม่รู้ว่าข้าจะขอน้ำตุ๋นเนื้อมาคลุกข้าวกินได้หรือไม่…”
ส่วนจี้ชางนั้นรีรออยู่ครู่หนึ่งก่อนจะหยิบพลั่วขึ้นมาแล้วเริ่มขุดหลุม
พอขุดหลุมเสร็จแล้วคนทั้งคู่ที่เหน็ดเหนื่อยจนเหงื่อท่วมศีรษะก็เกาะขอบหลุมจะปีนขึ้นมา
จังหวะนี้เองสองมือของพวกเขาถูกเหยียบไว้เต็มแรงโดยพลัน ซือถูเซิ่งกับกวนฉีเอาเชือกกระสอบมัดมือของพวกเขา
ขณะนั้นก็มีลิ่มไม้สำหรับยึดฝาโลงศพสองแท่งถูกตอกลงไปในดินตรงขอบหลุมไว้แน่นสนิท พอเอาเชือกที่มัดมือพวกเขาคล้องไว้กับลิ่มปักดิน ทั้งสองคนที่ยังยืนอยู่ในหลุมก็เท้าลอยขึ้นจากพื้น ร่างห้อยอยู่ข้างขอบหลุมดิน พวกเขาส่งเสียงร้องโวยวายไม่หยุด
ซือถูเซิ่งยอบกายมองดูคนทั้งสองพูดอ้อนวอนสลับกับร้องครวญครางว่าเจ็บมือ จากนั้นก็กล่าวช้าๆ
“รู้ใช่หรือไม่ว่าเมื่อก่อนข้าปฏิบัติงานอยู่ที่ใด”
ขุนนางโฉดแห่งศาลยุติธรรมของเมืองหลวงผู้มี ‘ชื่อเสียงเลื่องลือ’ และเชี่ยวชาญการใช้ยอดทัณฑ์ทรมานทั้งสิบของราชวงศ์ต้าจิ้นมีใครบ้างที่ไม่รู้จัก
เห็นทั้งสองคนพยักหน้ารัวเร็ว ซือถูเซิ่งก็ล้วงมีดพกออกจากอกเสื้อมาตีแก้มพวกเขาเบาๆ พลางพูดว่า “ข้าถามเรื่องอะไรพวกเจ้าก็ตอบเรื่องนั้น ถ้าทำตัวมากความ อย่าโทษว่ามีดของข้าไม่ปรานีก็แล้วกัน” เขาพูดถึงตรงนี้แล้วก็หยุดเว้นจังหวะก่อนเอ่ยต่อ “วันนี้เรื่องที่ผู้ดูแลฉู่จะออกไปข้างนอก พวกเจ้าแพร่งพรายให้ผู้ใดรู้หรือไม่”
หวังอู่ได้ยินแล้วก็ชิงตอบก่อน “ข้ากำลังกินอาหารเช้าอยู่ ตงเสวี่ยก็ให้ข้าช่วยยกตะกร้าบุปผา บอกว่าผู้ดูแลฉู่จะออกไปมอบของขวัญ ข้าไม่ได้พูดกับคนอื่นเลยขอรับ”
จี้ชางก็รีบตอบทันที “ข้าก็เช่นกันขอรับ ซย่าเหอบอกว่าผู้ดูแลฉู่จะออกไปข้างนอก ข้าจึงเตรียมรถม้า ไม่ได้พูดอะไรกับใคร”
ซือถูเซิ่งถามอีกว่าแล้วตอนไปถึงจวนฉีกงเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้าง