หากบรรดาสาวใช้มีรูปร่างหน้าตาแตกต่างกัน ต่างคนต่างมีจุดเด่นของตนเอง ย่อมเป็นเพราะสกุลหยางมีกำลังทรัพย์สมบูรณ์ สามารถจ่ายเงินในราคาสูงเพื่อเฟ้นหาสาวงามมาได้ก็เท่านั้นเอง ไม่ว่าใครก็จับผิดไม่ได้
แต่สตรีที่มีภูมิหลังต่ำต้อย และใบหน้านั้นก็คล้ายเจียงซิ่วรุ่นทั้งกลุ่มกลับทำไปเพื่อสิ่งใดเล่า
เมื่อครุ่นคิดให้ลึกซึ้งขึ้นมา ในใจเฟิ่งหลีอู๋พลันเกิดความไม่พอใจทันที
คุณหนูสกุลหยางมองเห็นรัชทายาทเข้ามา กลับไม่ได้รีบร้อนจะเดินนำหน้าเข้ามาหาในทันที เพียงเดินตามติดอยู่ด้านหลังมารดาเข้ามาต้อนรับ ใบหน้าอมยิ้มแต่กลับไม่เผยให้เห็นฟัน ดูไปแล้วอบอุ่นอ่อนโยนและใจกว้าง
ฮูหยินใหญ่สกุลหยางกล่าวอย่างยิ้มแย้ม “ไม่ทราบว่ารัชทายาทจะเสด็จมางานเลี้ยงผลไม้ครั้งนี้ด้วย จึงมีเพียงน้ำส้มกับชาผลไม้ ไม่มีสุราอาหารต้อนรับ ไม่ทราบว่ารัชทายาทประสงค์จะดื่มอะไรบ้างหรือไม่เพคะ”
ดวงตาของเฟิ่งหลีอู๋จ้องเขม็งไปยังสาวใช้ของหยางหรูซวี่ ครู่ใหญ่ถึงได้เก็บสายตากลับมา และกล่าวว่า “ที่ข้ามานี้เพียงเพื่อจะพาเหยาจีไปพักที่เรือนตากอากาศสักหลายวันหน่อยเท่านั้น นอกจากนี้ยังได้แจ้งกับเหล่าไท่จวินแล้วว่าปีนี้ไม่ต้องเข้าวังไปถวายผลไม้แล้ว ขอรบกวนเพียงชั่วขณะ ฮูหยินไม่ต้องลำบากสิ้นเปลืองสมองมาคอยต้อนรับแล้ว”
ฮูหยินใหญ่ได้ยินแล้วก็ยิ้มเล็กน้อยทันที “เมื่อครู่ได้ยินเหล่าไท่จวินพูดถึง บอกว่าพระวรกายของฮองเฮาปีนี้ไม่ค่อยดีนัก แต่หวังว่าปีหน้าจะทรงดีขึ้น สำหรับผลไม้นั้น หม่อมฉันให้คนส่งส้มเข้าไปยังจวนรัชทายาทแล้ว สมาชิกสตรีในจวนมีมาก ถึงเวลาแบ่งกันแล้วไม่ทราบว่าจะพอหรือไม่เพคะ…”
หลังจากสนทนาปราศรัยกันเช่นนี้แล้ว เฟิ่งหลีอู๋ก็พาเจียงซิ่วรุ่นไปจากจวนสกุลหยาง
รอจนรัชทายาทจากไปแล้ว แขกที่เหลือคนอื่นๆ ต่างก็กล่าวลาและแยกย้ายกันไปจนหมด ในที่สุดฮูหยินใหญ่ก็ขมวดหัวคิ้วเล็กน้อยอย่างทนไม่ไหว และพาบุตรสาวกลับไปที่ห้องชั้นในของตนเอง จากนั้นนั่งคุกเข่าอยู่บนเสื่อ ทอดถอนใจมองดูบุตรสาวของตนและกล่าวว่า “เจ้าก็ใจร้อนเกินไปแล้ว วันนี้พาสาวใช้ที่ซื้อมาใหม่ออกมาเช่นนั้นได้อย่างไร”
หยางหรูซวี่ไม่รู้แม้แต่น้อยว่าเหตุใดมารดาจึงโมโห จึงตอบเสียงเบาว่า “เวลานี้ในวังไม่ได้เรียกตัวให้เข้าเฝ้า ข้านำสาวใช้เหล่านี้มาอยู่ข้างกาย ถึงจะดูเป็นธรรมชาติหน่อยเจ้าค่ะ คงไม่เหมาะแน่หากตอนที่ทำพิธีแล้วข้างกายมีสาวงามหยาดเยิ้มมากหน้าหลายตาโผล่พรวดออกมาหลายคนโดยไม่มีเค้าลางเลย นั่นจะทำให้ผู้คนวิพากษ์วิจารณ์กันไปเปล่าๆ นะเจ้าคะ”
ฮูหยินใหญ่ส่ายหน้า รู้สึกว่าตนเองเดินหมากพลาดไปตาหนึ่ง แท้ที่จริงไม่ควรฟังความเห็นของบุตรสาว แล้วเลือกซื้อสาวใช้เหล่านี้เข้ามาเลย
เมื่อครู่ตอนที่เถียนอิ๋งคนนั้นยุยงเจียงซิ่วเหยา ถูกหมัวมัวที่มาส่งผลไม้อยู่ด้านข้างได้ยินเข้า จึงแอบมาเล่าให้นางฟัง
ฮูหยินใหญ่ได้ยินคำพูดของหมัวมัวแล้ว ค่อยคิดเชื่อมโยงกับสายตาเย็นเยียบน่ากลัวที่รัชทายาทจ้องมองดูสาวใช้ข้างกายบุตรสาวเมื่อครู่นี้ ในใจนางก็กระจ่างแจ้งทันที
นางรู้สึกว่าสายตาของรัชทายาทมิใช่สายตาที่บุรุษเห็นสาวงามแล้วเกิดความชอบใจ ตรงกันข้ามกลับดูขยะแขยงประหนึ่งเห็นแมลงวันที่ตอมเนื้อเน่าเหม็นอย่างไรอย่างนั้น ดังนั้นเพื่อเลี่ยงไม่ให้รัชทายาทเหลือภาพความทรงจำต่อบุตรสาวว่าเป็นคนเจ้าอุบายแผนการลึกล้ำ จำเป็นต้องไล่สาวใช้เหล่านั้นออกไปให้เร็วที่สุด ไม่อาจพาเข้าไปในจวนรัชทายาทได้แม้แต่ครึ่งคน
หยางหรูซวี่ได้ยินคำพูดของมารดาแล้วก็เม้มปากแน่นอย่างอดไม่อยู่ ในใจแท้จริงค่อนข้างประหม่า แต่กลับพูดอย่างสับสนอยู่บ้างว่า “รัชทายาททรงมีความชอบสูงส่งไม่เหมือนใครมาแต่ไหนแต่ไร ไม่เหมือนกับพวกบุตรหลานเสเพลเหล่านั้น เหตุใดจะต้องโปรดปรานแต่เหยาจีผู้นั้นเล่าเจ้าคะ ก่อนหน้านี้ข้าเคยมองดูเหยาจีจากที่ไกลๆ อยู่หลายครั้ง ตอนนั้นรู้สึกว่าสวยหยาดเยิ้ม แต่ตอนนี้ได้มองใกล้ๆ แล้ว ทาแป้งชาดเสียหนาเตอะ แต่งหน้าจัดจ้าน ไหนเลยจะสามารถทำให้คนรักได้…”